
มธ.สอนวิชาพลเมืองปี1สร้างจิตอาสา-คนคุณภาพ
ตอนนี้การศึกษาไทยเน้นการสอนให้ความรู้ ไม่ได้เน้นให้ความคิด ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทำให้นักศึกษาปัจจุบันเก่งวิชาการมากขึ้น แต่ความคิดความรับผิดชอบกลับน้อยลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กสมัยใหม่เห็นแก่ตัว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
จึงได้สร้างหลักสูตรวิชาพลเมือง ทดลองการเรียนการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม โดยให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง มากกว่าปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์ เพื่อสร้างจิตสำนึก จิตอาสา และหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศ” รศ.ดร.ปริญญา เทวนฤมิตร รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดกระบวนการเรียนกลุ่มวิชาพลเมือง โดยสอดแทรกลงในวิชาศึกษาทั่วไป ในห้องเรียนวิชาสหวิทยาการสังคมศาสตร์ในปีการศึกษา 2552
“วิชาพลเมือง หรือเดิมชื่อวิชาธรรมศาสตร์” เป็นวิชาที่ฝึกนักศึกษาให้เป็นพลเมืองที่มีความรู้เรื่องของระบอบประชาธิปไตย เคารพสิทธิผู้อื่น เคารพกติกา รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่มในการเรียนการสอนวิชาพลเมืองศึกษา จึงถือเป็นการฝึกให้นักศึกษาได้คิด ได้ฟัง และเคารพกติกาของผู้อื่น เพราะในการดำเนินกิจกรรมนั้น ทุกคนต้องเข้ากลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ขณะที่อาจารย์เป็นเพียงผู้คุมกระบวนการ ไม่ใช่ผู้สั่งให้ดำเนินการ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่เกิดจากเรียกร้องโดยไม่เคารพกติกา
รศ.ดร.ปริญญา อธิบายว่า วิชาพลเมือง ที่นักศึกษาสาขาวิชาสหวิทยการสังคมศาสตร์ เรียนในปีการศึกษา 2552 ผ่านกระบวนกลุ่ม 3 ครั้ง ภาคเรียนที่ 1 มีนักศึกษาลงเรียน 1,700 คน อาจารย์สอน 35 คน ภาคเรียนที่สอง มีเด็กลงเรียน 2,600 คน อาจารย์สอน 50 คน แบ่งกลุ่มออกเป็น 36 กลุ่ม กลุ่มละ 12-13 คน และมีอาจารย์ 1 คนค่อยคุมกระบวนการ อาจารย์ แต่ละคนจะคุมกระบวนการให้นักศึกษาทำกิจกรรมตรงตามเวลา กติกาที่กำหนดไว้
ครั้งแรกที่เข้ากลุ่ม ทุกคนต้องคิดถึงปัญหาของประเทศ โดยใช้เทคนิค World Caf'e การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายใต้ความเสมอภาค ไม่มีใครคิดผิด คิดถูก เมื่อคนหนึ่งพูด คนอื่นต้องฟัง เพื่อเป็นการฝึกฝนให้พวกเขาหาปัญหา และรู้จักรับฟังปัญหา ความคิดของผู้อื่น
ครั้งที่สอง หาสาเหตุปัญหาที่ได้ว่ามาจากไหน ซึ่งมีการบ้านให้นักศึกษากลับไปจดบันทึกประจำวัน มา 7 วัน ว่าทำอะไรบ้าง และวิเคราะห์จากบันทึก 7 วันของนักศึกษา และครั้งที่สาม ใครจะเป็นผู้แก้ไขปัญหา กำหนดให้ทุกคนบอกหนทางในการแก้ปัญหา แต่ต้องไม่บอกว่ารัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยแก้ปัญหา แต่นักศึกษาต้องหาแนวทางแก้ปัญหาโดยเริ่มจากตนเอง และแต่ละกลุ่มต้องจัด “มหกรรมโครงงานแก้ปัญหาประเทศไทย" แต่ละห้องจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ทุกกลุ่มต้องทำโปสเตอร์เสนอโครงงานออกมา และนักศึกษาทุกคนต้องเข้าร่วมโครงงานต่างๆอย่างน้อย 2 โครงงาน
“จากกระบวนการกลุ่มดังกล่าว ทั้งในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 พบว่า นักศึกษาพอใจในกระบวนการเรียนการสอนอย่างมาก ทำให้นักศึกษาพบปัญหา สาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา ทำให้พวกเขารู้แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง นั่นคือต้องเริ่มจากตัวเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาช่วยแก้ อีกทั้งกระบวนการดังกล่าวยังสอดแทรกเรื่องจิตอาสา การทำโครงงานเพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม การละเมิดทางเพศ ภาวะโลกร้อน ถือเป็นการสร้างจิตสำนึกอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สำคัญทำให้พวกเขาเป็นพลเมืองที่รู้จักหน้าที่ รู้จักเคารพกติกา เคารพผู้อื่น และรับรู้ได้ว่า คนเราคิดแตกต่างได้ แต่ต้องไม่แตกแยก หากแตกความสามัคคี งาน เป้าหมายที่วางไว้ก็จะไม่สำเร็จ”
รศ.ดร.ปริญญา บอกว่า การสอนในลักษณะดังกล่าว มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถดำเนินการได้ เพราะมีวิชาศึกษาทั่วไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนด และผู้คุมกระบวนการ หรืออาจารย์ คณะนิติศาสตร์ พยาบาล มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก็ทำได้ เพียงแต่ทุกคนต้องปรับแนวคิด ปรับกระบวนการสอนที่ให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ไม่ใช่อาจารย์มาบอกให้เด็กจดเลคเชอร์ ตามกระดาน
“ยอมรับว่า นักศึกษาทำกิจกรรมเพื่อสังคมจริงๆ มีน้อยมาก ประมาณ 5% ของนักศึกษาทั้งหมด การจัดตารางเรียนเป็นวิชาหน้าที่พลเมือง แทรกกระบวนการเรียนรู้เรื่องของหน้าที่พลเมือง ปลูกฝังจิตอาสา การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นให้กับนักศึกษาทุกๆ คน จะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้เกิดจิตสำนึกที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ อยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยท่ามกลางความเห็นต่าง แต่ปราศจากความขัดแย้งได้ เพราะแต่ละคนจะรู้จักสิทธิ หน้าที่ของตนเอง" รศ.ดร.ปริญญา กล่าว
ล่าสุด รศ.ดร.ปริญญา ได้นำเสนอกระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่ม วิชาพลเมือง ให้ สกอ.นำไปพิจารณา และเสนอกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิชาหน้าที่พลเมือง โดยมี รศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธาน เพื่อหาแนวทาง นำไปใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรแล้ว ซึ่งจะเป็นดียิ่งขึ้นหากสถาบันการศึกษาระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างพลเมืองที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เคารพกติกา และยอมรับความเห็นต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างปราศจากข้อขัดแย้ง จะทำให้ประเทศไทยมีพลเมืองที่มีคุณภาพได้ปัญหาต่างๆ ในสังคมก็จะมีน้อยลงนั่นเอง
0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0



