
ศธ.ผลิตนศ.ยานยนต์แม่พิมพ์แฟชั่นสนองนโยบายรัฐ
ศธ.เตรียมร่วมอุตสาหกรรม ผลิต นศ.ด้านยานยนต์ แม่พิมพ์ แฟชั่น สนองตอบนโยบายรัฐที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลาง 3 อุตสหากรรมนี้ในภูมิภาค โดย สอศ.ขอ อุตสาหกรรมสำรวจความต้องการของสถานประกอบการ และร่วมจัดการศึกษาแบบทวิภาคี รวมถึงเชิญชวนให้สถานประกอบการร่วมโครงการ
น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ตามที่ตนได้เคยหารือร่วมกับ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการร่วมมือกันในการผลิตกำลังคนสายอาชีพ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดังกล่าวของภูมิภาค เพราะเรามีฝีมือแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเหยดล่านี้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั้ง 3 กลุ่มสาขาอุตสหากรรมนี้อยู่จำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงมอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปศึกษารายละเอียดและแนวทางการร่วมมือกับ ก.อุตสาหกรรมในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าว่า สอศ.ได้ประชุมร่วมกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงกรอบความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ซึ่ง สอศ.ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมได้สำรวจความต้องการของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมทั้ง 3 ด้านว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อที่จะวางแผนผลิตนักศึกษาเข้าสู่สถานประกอบการ โดยให้สถานศึกษาจัดการศึกษาในระบบทวิภาคี หรือจัดให้มีโรงเรียนในโรงงาน ประการที่สำคัญคือ ขอให้สถานประกอบที่เข้าร่วมโครงการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม หรือเป็นไปตามความสามารถให้แก่นักศึกษาฝึกงานที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ในปี 2553 มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ 322 แห่ง 105,162 คน สาขาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 55 แห่ง รวม 4,262 คน และสาขาอุตสาหกรรมแฟชั่น 64 แห่ง 2,611 คน เชื่อว่านโยบายความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่สำคัญในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 ด้าน และสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการได้อย่างแท้จริง โดยกระทรวงทั้งสองเตรียมที่จะลงนามความร่วมมือระหว่างกันในกลางเดือนนี้



