
แม่เลี้ยงลูกพิการ๔คนรับรางวัลแม่สู้ชีวิตมหิดล
แม่ชาวอุดรฯ เลี้ยงลูกพิการ ๔ คน คว้ารางวัล แม่สู้ชีวิต ของมหาวิทยาลัยมหิดลประจำปี ๒๕๕๓ โรงเรียนศึกษาคนตาบอดลำปาง ทำดอกมะลิออกจำหน่ายวันแม่ ตามโครงการ มะลิสื่อรักแม่
เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. วันที่ ๑๐ ส.ค.2553 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา รศ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าวประกาศผลรางวัล “แม่สู้ชีวิต”ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นเป็นปีที่ ๑๓ โดยกำหนดคุณสมบัติของแม่สู้ชีวิต จะต้องเป็นแม่ที่อุทิศกำลังกาย กำลังใจ อุทิศชีวิตของตนเองด้วยความมานะ อุตสาหะ บากบั่น เพื่อให้ลูกมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ลูกของแม่สู้ชีวิตไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการมีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือมีการศึกษาสูง ลูกอาจเป็นเด็กพิการ แต่แสดงให้เห็นว่า ด้วยความรัก ด้วยจิตใจ และสองมือของแม่ได้โอบอุ้มให้ลูกสู้ชีวิตอยู่ได้ แสดงถึงพลังรักอันยิ่งใหญ่ของแม่
รศ.พาสน์ศิริ กล่าวอีกว่า การเสนอชื่อมี 2 ประเภท ได้แก่ แม่ของลูกพิการ และแม่ของลูกที่มีความปกติ โดยไม่จำกัดวัย การศึกษา ผู้ได้รับคัดเลือกเป็น “แม่สู้ชีวิต”ของแต่ละภาคจะได้เข้ารับรางวัลในงาน “มหิดล-วันแม่”ประจำปี ๒๕๕๓ โดยในปีนี้คัดเลือกจากแม่สู้ชีวิต ๖๕ รายทั่วประเทศ มีแม่ที่ได้รับคัดเลือกจำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคอีสาน มีจำนวน ๒ รางวัล ได้แก่
นางโฮม ภูแข็ง จากจังหวัดอุดรธานี วัย ๖๗ ปี มีลูกพิการทั้งหมด ๔ คน คนโตอายุได้ ๒๒ ปี เริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ บัดนี้กว่า ๒๐ ปีแล้ว เช่นเดียวกับลูกคนที่ ๒ และ ๓ มีอาการเหมือนพี่สาว หลังจากอายุได้ ๓๐ ปีและ ๒๓ ปีตามลำดับ ทั้ง ๓ คนต้องนั่งนอนอยู่กับที่ให้แม่โฮมป้อนข้าว ป้อนน้ำ ช่วยทำกิจวัตรประจำวันให้ โดยมีสามีที่ชราอ่อนแรงและลูกชายคนสุดท้องที่มีอาการดาวน์ซินโดรมตั้งแต่เกิดช่วย แม่โฮมสู้ชีวิตเลี้ยงลูกพิการมากว่า ๒๐ ปีแล้ว และจะต้องต่อสู้ต่อไปจนกว่าตนเองหรือคนใดคนหนึ่งจะจากโลกนี้ไป
นางไหว จูมแพง จากจังหวัดมุกดาหาร มีลูก ๙ คน แยกครอบครัวออกไปแล้ว ๖ คน ยังมีลูกพิการ ๓ คน คนแรกเป็นหญิง พิการทางสมอง คนที่สองเป็นชาย พิการทางสมอง แขน ขาลีบ คนที่สามเป็นลูกชายคนสุดท้อง พิการทางสมอง แขนลีบ และขาขาด ทุกวันนี้ แม่ไหวต้องทำใจให้แข็งแกร่ง ทำร่างกายให้แข็งแรง แม้จะอายุได้ ๖๑ ปีแล้ว แต่ต้องทำนาหาข้าวมาเลี้ยงครอบครัว และรับจ้างทุกอย่างที่จะได้เงินมาเลี้ยงลูกพิการทั้ง ๓ คน รวมทั้งหลานอีก ๑ คน ที่ลูกสาวคนที่ ๔ เอามาให้เลี้ยงดู ถึงอย่างไรแม่ไหวก็ยังขยันทำงานอย่างไม่ย่อท้อ ไม่สิ้นหวัง ตั้งใจต่อสู้กับภาระของชีวิตที่หนักด้วยทุกข์อย่างยิ่ง
รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคกลาง ได้แก่ นางทองอยู่ วงกลม จากจังหวัดกาญจนบุรี มีลูก ๓ คน ลูกชายคนเล็ก อายุประมาณ ๓ ขวบ เป็นดาวน์ซินโดรมตั้งแต่เกิด เคยมีผู้มาติดต่อขอซื้อลูกในราคา ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปเลี้ยง แต่แม่ทองอยู่ปฏิเสธ แม้ว่าอีกฝ่ายจะขอร้องแค่ไหน แม่ทองอยู่ยังคงยืนยันว่าจะไม่ขายลูกชายของตน เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูจนลูกชายสามารถพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ถึงจะลำบากอย่างไร แม่ทองอยู่ก็สามารถเลี้ยงลูกได้โดยหน้าที่พนักงานกวาดขยะประจำเทศบาลตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ก็ไม่บกพร่องแต่ประการใด
รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคเหนือ ได้แก่ นางศรีนวล นิลรัตน์ จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุ ๖๗ ปี มีลูก ๖ คน บุตรสาวคนสุดท้องพิการทางสมอง สายตาเลือนราง หูไม่ได้ยิน แม่ศรีนวลมีอาชีพทำนา เป็นผู้มีความขยันมานะอดทนอย่างมาก ทำงานโดยไม่มีวันหยุด แม้ขณะท้องแก่ ก็ไม่เคยหยุดทำงาน ทำให้ลูก ๕ ใน ๖ คนคลอดขณะทำนาโดยมีสามีเป็นผู้ทำคลอดให้ นอกจากจะทำนาในที่ดินของตนเองแล้ว ยังรับจ้างทำนาให้คนอื่นอีกด้วย ส่วนลูกสาวที่พิการ แม่ศรีนวลก็เลี้ยงดูให้สามารถดูแลช่วยเหลือตนเอง เช่น อาบน้ำแต่งตัว และซักเสื้อผ้าของตนเองได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระ โดยช่วยถูบ้านได้อีกด้วย
รางวัลแม่สู้ชีวิตประเภทแม่ของลูกปกติ ภาคกลาง ได้แก่ นางสาลี่ อารีย์ จังหวัดชลบุรี มีลูก ๕ คน เป็นหญิง ๔ คน ชาย ๑ คน เป็นคุณแม่ที่มีความขยันหมั่นเพียร สู้ชีวิตอดทนทำงานสารพัดอย่าง ทั้งปลูกผัก ทำนา เลี้ยงเป็ด ทำขนม ทำไร่มันสำปะหลัง เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงลูกทั้ง ๕ ไปพร้อมๆ กัน เพราะสามีเสียชีวิตตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ สิ่งที่คุณแม่สาลี่พร่ำสอนลูกเป็นประจำคือ ขอให้ลูกเป็นคนดี ขยัน ซื่อสัตย์ ให้รู้จักทำมาหากินโดยช่วยแม่ทำงาน โดยเห็นว่า หากสอนให้ลูกช่วยตัวเองให้ได้ ในอนาคตลูกจะได้ไม่ลำบาก ส่งผลให้ลูกมีชีวิตที่ดีในทุกวันนี้
ภาคเหนือ ได้แก่ นางพิมพา เอกจันทร์ จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุ ๔๓ ปี เป็นแม่ที่ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ทำงานทุกอย่าง ทั้งรับจ้างซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน หาบน้ำ ทำขนมเร่ขาย เก็บเห็ดขาย เช่าที่ทำนาปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงดูลูก ๒ คน โดยหวังเพียงให้ลูกเป็นคนดี มีความรู้ แม้จะต้องทนลำบากเดินทางไกล นับ ๑๐ กิโลเมตรเพื่อเข้าป่าเก็บหน่อไม้มาต้มเดินเร่ขายในหมู่บ้านเป็นช่องทางที่ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม ทำให้ปัจจุบันสามารถส่งเสียลูกจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
ภาคใต้ ได้แก่ นางบุญติ้น มงคลนิสภกุล จากจังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี เป็นคุณแม่ที่มีลูกถึง ๑๕ คน เป็นลูกผู้หญิง ๑๐ คน ลูกชาย ๕ คน คุณแม่บุญติ้นเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียรหนักเอาเบาสู้ ทำทุกอย่างเพื่อลูก ทำงานสารพัดอย่างทั้งตระเวนรับซื้อยางพารา นวดข้าว รับจ้างถางป่า ต่อยหิน ขายของในโรงเรียน เป็นต้น จนกระทั่งสามารถคิดสูตรทำไก่ย่างเครื่องแกงซึ่งได้ตั้งชื่อว่า “ไก่ย่างบ้านน้ำน้อย”ทำออกจำหน่าย โดยให้ลูกๆ ช่วยกันนำไปเดินขาย ผลปรากฎว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ทำให้ฐานะทางครอบครัวดีขึ้นเป็นลำดับ
(ED)ม.มหิดลเผยรางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปี 53
หมายเหตุ-มีภาพประกอบอยู่ในไออีเอสเนชั่นโฟโต้ หรือขอได้ที่ฝ่ายช่างภาพ
สำนักข่าวเนชั่นโดยทีมข่าวการศึกษา
10 ส.ค.53-แ
แม่ชาวสมุทรสาครคว้ารางวัล“แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพงษ์ ดิลกวณิช คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวประกาศผลรางวัล “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นเป็นปีที่ ๗ เพื่อตอบแทน ๒ มือของแม่ที่นอกจากจะโอบอุ้มเลี้ยงดูลูกแล้ว ยังเอื้อเฟื้อ ดูแลสิ่งแวดล้อม...ด้วยเชื่อว่า “สิ่งแวดล้อมดี เริ่มต้นที่แม่” ผู้ได้รับคัดเลือกเป็น “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”ของแต่ละภาคจะได้เข้ารับรางวัลในงาน “มหิดล - วันแม่” ประจำปี ๒๕๕๓ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งได้รับคัดเลือกจากแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วประเทศจำนวน ๓๘ ราย
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคกลาง ได้แก่ นางนันทวัน เขียวงามดี ชาวอำเภอกระทุ่มเบน จังหวัดสมุทรสาคร เริ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อม (แม่น้ำท่าจีน) ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ถึงปัจจุบันรวมเวลา ๑๐ ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ดำรงเลขานุการชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน และคณะกรรมการลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร โดยจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลนและศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนปีละ ๓ รุ่น เป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โครงการนักสืบสายน้ำจำนวน ๘ รุ่น โดยนำนักเรียนในโรงเรียนริมแม่น้ำท่าจีนไปฝึกตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายเยาวชนในโรงเรียนริมแม่น้ำท่าจีน และคลองสาขาให้มีความรู้ในการเฝ้าติดตาม ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีน และคลองสาขาตั้งแต่รุ่นที่ ๑-๖ และรุ่นต่อๆ ไปเรียกว่า “โครงการนักสืบสายน้ำ”นางนันทวัน ได้ชักชวนลูกให้ช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ คือ แม่น้ำท่าจีนเพราะบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำท่าจีน และการสอนให้ลูกรู้จักการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
ภาคเหนือ ได้แก่ นางคำ หลงลืม ชาวอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ปัจจุบันเป็นหมอดินอาสา มานานกว่า ๙ ปี เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับป่าและปัญหาของดินในหมู่บ้าน การเร่งแก้ปัญหาของดิน เพื่อส่งผลให้พืชผลต่างๆ เจริญงอกงาม ทำให้ดินดีเพิ่มปริมาณผลผลิตให้กับหมู่บ้านและยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการของหมู่บ้านฝ่ายอนุรักษ์ สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสร้างชุมชนเข็มแข็งโดยเข้าร่วมศึกษาในโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน นางคำยังปลูกฝังให้ลูกสาวมีความรับผิดชอบทางด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ ๑๑ ปี ทุกบทบาทของแม่ถูกถ่ายทอดเป็นแนวคิดหลักให้ลูกในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากแกนนำเยาวชนโรงเรียน สู่ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด
ภาคอีสาน ได้แก่ นางกานดาพร ไชยปากดี ชาวอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงโขงหลง ด้านดูแลสิ่งแวดล้อม จังหวัดหนองคาย พื้นที่ชุ่มน้ำโลก และคณะกรรมการ คปอ. จังหวัดหนองคายและเป็นคณะทำงานอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำโลก การยกแพขึ้นจากน้ำ โดยมีกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชนตนบึงโขงหลง ออกข้อบังคับห้ามจับปลาทุกฤดูในเขตห้ามล่าสัตว์น้ำบึงโขงหลง ๓๘๐ ไร่ นอกจากนี้ยังได้การจัดสวัสดิการชุมชนตำบลบึงโขงหลงต้นแบบของจังหวัดหนองคาย นางกานดาพร ยังปลูกฝังให้ลูกๆ ทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ทำปุ๋ยใช้เอง และสอนให้ลูกเป็นวิทยากรตั้งแต่เด็กในเรื่องการเพาะเห็ดกับเพื่อนนักเรียนๆ รวมถึงการเก็บขยะในบ้านโดยวิธีการแยกขยะ เพื่อนำไปทำปุ๋ยชีวภาพ
แม่ชาวชุมพรอายุสูงสุด๑๐๕ปีคว้ารางวัล“แม่๑๐๐ ปี”
ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลแม่ ๑๐๐ ปี ของมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวประกาศผลรางวัล “แม่ ๑๐๐ ปี”ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นเป็นปีที่ ๖ โดยคัดเลือกจากแม่ที่มีอายุเกิน ๑๐๐ ปี ที่ยังมีสุขภาพดี ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “แม่ ๕ แผ่นดิน” คือเป็นแม่ซึ่งเกิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และมีชีวิตอยู่มาถึงรัชกาลปัจจุบันการคัดเลือก “แม่ ๑๐๐ ปี” นี้ เพื่อยกย่องเชิดชูแม่ผู้ผ่านชีวิตมาถึง ๕ แผ่นดิน และเพื่อเป็นข้อมูลวิชาการทางประชากรศาสตร์เกี่ยวกับความยืนยาวชีวิตของประชากรไทย รวมทั้งเป็นข้อมูลให้ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของแม่ ๑๐๐ ปีเหล่านี้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลังต่อไป ผู้ได้รับคัดเลือกเป็น “แม่ ๑๐๐ ปี” ของแต่ละภาคจะได้เข้ารับรางวัลในงาน “มหิดล - วันแม่”ประจำปี ๒๕๕๓ โดยในปีนี้มีผู้เข้ารับรางวัล จำนวน ๕ ท่าน ซึ่งได้รับคัดเลือกจากแม่ที่มีอายุ ๑๐๐ ปี จำนวน ๗๖ รายจากทั่วประเทศ ดังนี้
รางวัลแม่ ๑๐๐ ปี กรุงเทพมหานคร ได้แก่ นางเสงี่ยม ศรีรักษา อายุ ๑๐๓ ปี สภาพร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีมาก ถึงแม้ว่าหูจะไม่ได้ยินชัดเจน แต่ก็สามารถพูดโต้ตอบได้ ร้องเพลงได้ รับประทานอาหารได้เอง อาหารปกติมักจะเป็นแกงต้มข่าปลา และชอบรับประทานผัก แม่เสงี่ยม ไปพบหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ อยู่ท่ามกลางลูกชาย - หญิง รวม ๗ คน (เสียชีวิตแล้ว ๑ คน) ส่วนใหญ่มีบ้านใกล้บ้านแม่เสงี่ยม เป็นบ้านลูกหลานทั้งหมด เป็นบ้านที่มีความร่มรื่น ซึ่งหาไม่ได้มากนักที่อยู่ในใจกลางกรุงเทพมหานคร แม่เสงี่ยมชอบการปลูกต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง จนปัจจุบันนี้ลูกหลานต้องคอยดูแลไม่ให้ปลูกต้นไม้เพิ่ม เพราะเป็นห่วงสุขภาพของแม่เสงี่ยม และสิ่งหนึ่งที่หาสิ่งอื่นใดแทนได้ คือ ความรัก ความเอาใจใส่ และความจริงใจจากลูกหลานเหลน ล้วนเป็นปัจจัยให้ “แม่เสงี่ยม ศรีรักษา” มีอายุยืน
ภาคกลาง ได้แก่ นางอ่อม ทรงธนะ อายุ ๑๐๔ ปี จาก จังหวัดจันทบุรี มีบุตรธิดา ๖ คน ปัจจุบันเสียชีวิตหมดแล้ว อาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อมข้างบ้านญาติ ในตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี คุณแม่อ่อม ทรงธนะ ยังสามารถทำธุรกิจส่วนตัว เช่น กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว ตลอดจนทำมาหากินเอง นอกจากนี้ยังเป็นคนขยัน ไม่วางแฉย เก็บหญ้ามามัดเป็นไม้กวาด กวาดลานบ้านเอง อาหารที่กินเป็นประจำ คือ ปลา และผักชนิดต่าง ๆ ไม่ชอบกินเนื้อ หมู ไก่ และเนื้อวัว กับข้าวที่ชอบกิน คือ มะเขือยาวต้มกะทิ
ภาคเหนือ ได้แก่ นางเขียว ลาพิงค์ อายุ ๑๐๔ ปี จาก จังหวัดลำพูน อาศัยอยู่กับบุตรชายที่บ้านหนองยำ หมู่ ๗ ตำบลริมปิง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อาชีพเดิมทำนาและทำสวนลำไย มีลูก ๓ คน หลาน ๑๕ คน เหลน ๑๙ คน และโหลน ๔ คน แม่เขียวมีสุขภาพแข็งแรง ความจำดีมาก สามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าช่วย ขึ้นและลงบันไดได้ด้วยตัวเอง สามารถดูแลตนเองในเรื่องการอาบน้ำ แต่งตัว และกินข้าวเองได้ แต่ด้วยสายตาที่เริ่งฝ้ามัว ทำให้กินข้าวเองได้ช้า อาหารที่นิยมกินเป็นประจำ คือ ข้าวเหนียว ผัก และปลา โดยที่ต้องปรุงรสไม่จัดและไม่มัน เพราะไม่กินอาหารเผ็ดและอาหารมัน ผลไม้ที่ชอบกินเป็นประจำ คือ แก้วมังกรสีแดง
ภาคอีสาน ได้แก่ นางบุผา ปัททุบ อายุ ๑๐๐ ปี จาก จังหวัดมุกดาหาร อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส สภาพร่างกายแข็งแรง ความจำดี ตอบคำถามได้ชัดเจน มีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีมาก ไม่โมโหหรือโกรธลูกหลานและคนรอบข้างเลย รับประทานอาหารได้เอง อาหารปกติมักจะเป็นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริก ผักต้ม ปลา ไม่ชอบรับประทานเนื้อวัว ลูกหลานให้อาหารเสริมระหว่างมื้อบ้างถ้าหิว เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะม่วงสุก หรือผลไม้อื่นๆที่เนื้อนิ่ม แม่บุผา ไปพบหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ ปัจจุบันแม่บุผามีลูกชาย - หญิง รวม ๑๐ คน (เสียชีวิตแล้ว ๔ คน) หลาน และเหลน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๖๐ คน ส่วนใหญ่มีบ้านใกล้บ้านแม่บุผา เป็นชุมชนเครือญาติกันทั้งสิ้น
ภาคใต้ ได้แก่ นางพิน นากนิยม อายุ ๑๐๕ ปี จาก จังหวัดชุมพร มีสุขภาพแข็งแรงตามวัย สามารถช่วยเหลือตนเองโดยสามารถตำหมากกินเอง กินข้าวได้เอง และสามารถเดินเข้าห้องน้ำได้เองโดยอาศัยเครื่องช่วยเดิน (walker) คุณแม่พินเป็นผู้ตั้งมั่นในศีลธรรมมาโดยตลอด โดยสนใจในเรื่องสติปัฏฐาน๔ คุณแม่พินบวชเป็นชีตั้งแต่อายุ ๔๕ ปี และเมื่ออายุมากขึ้นกลับมาอยู่กับบุตรหลานที่บ้าน แต่ก็ยังไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเป็นประจำโดยเดินทางไปด้วยตัวเอง และทุกวันพระจะถือศีล ๘ จนกระทั่งอายุ ๑๐๓ ปี ไม่สามารถเดินระยะทางไกลได้ จึงปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้าน โดยสวดมนต์และนั่งสมาธิทุกวัน วันละไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมงในช่วงเวลา ๑๗.๐๐ - ๑๘.๓๐ น. คุณแม่พินยังสามารถจดจำบทสวดมนต์ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม สำหรับอาหารการกินนั้น คุณแม่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ใหญ่ นิยมกินปลา ชอบกินแกงส้ม แกงเผ็ด ผักและผลไม้
ร.ร.ตาบอดทำดอกมะลิออกจำหน่ายวันแม่
นางฐานนันท์ ใจเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนการศึกษาคนตาบอลลำปาง เปิดเผยว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แม่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ ซึ่งถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติ ทางศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอลลำปางและโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดลำปาง จึงได้จัดโครงการมะลิสื่อรักแม่ ประจำปี ๒๕๕๓ ขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวทางโรงเรียนได้จัดทำดอกมะลิขึ้น มีทั้งแบบดอกและแบบช่อ ซึ่งเป็นงานฝีมือของเด็กนักเรียน ที่มีความพิการทางด้านสายตา และนำออกจำหน่ายในจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจซื้อไปได้นำไปมอบให้กับแม่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
โดยการออกจำหน่ายของคณะครู และเด็กนักเรียน ปรากฏว่า มีประชาชนชาวลำปาง สนใจเลือกซื้อจำนวนมาก โดยมีรายได้จากการจำหน่ายดอกมะลิที่จัดทำขึ้นประมาณ ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำไปเป็นทุนการศึกษา ห้กับเด็กนักเรียนที่มีความพิการทางด้านสายตา ที่มีฐานะยากจน และขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการเรียน นอกจากนี้ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หรือวันแม่แห่งชาติ ทางโรงเรียนยังกำหนดจัดกิจกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยให้เด็กนักเรียนจะร่วมกันถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดี และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำต่อเนื่องในทุกๆปี คืดการบอกรักแม่ รวมถึงการเล่นเกมส์ และแข่งกีฬาร่วมกับแม่ เพื่อสร้างความรักระหว่างแม่และลูก



