ไลฟ์สไตล์

พันธุ์ควบคู่อาหารสัตว์หนทางสู่ความสำเร็จเกษตรกร

พันธุ์ควบคู่อาหารสัตว์หนทางสู่ความสำเร็จเกษตรกร

08 ส.ค. 2553

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทุกแขนงมีการพูดคุยถึงปัญหาราคาไข่ไก่กันอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจไข่ไก่ ถึงขั้นนำเข้าที่ประชุม ครม. กลายเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย

 และในที่สุด รัฐบาลก็ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเปิดนำเข้าเสรีพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งก็ตามมาด้วยเสียงคัดค้านของคนในวงการ ที่ระบุว่าจะทำให้เกษตรกรรายย่อยเสียหายยิ่งขึ้น ประเด็นนี้ผมเห็นด้วยกับเสียงค้านและเห็นด้วยกับคำแนะนำจากผู้รู้ที่ว่า รัฐบาลควรแก้ปัญหาไข่ไก่อย่างจริงจัง แก้ให้ครบเบ็ดเสร็จ อย่าแก้เฉพาะหน้าแล้วก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมา

 ปัญหาที่หลายคนพูดถึงก็เริ่มตั้งแต่การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งรัฐตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปิดเสรี ทั้งๆ ที่ ในอดีตประเทศไทยก็เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์อยู่แล้ว และเป็นที่มาของการล้มหายตายจากของผู้นำเข้าหลายราย จากที่เคยมีทั้งหมดประมาณ 20 ราย ด้วยการแข่งขันของผู้ประกอบการในช่วงนั้น จะแข่งกันที่คุณภาพของลูกไก่ และการให้บริการหลังการขายในด้านวิชาการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในอาชีพให้ได้ บริษัทต่างๆ จึงมีปริมาณลูกค้ามากน้อยต่างกันตามการยอมรับของลูกค้า และเป็นที่มาของปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ที่แตกต่างกันไป

 เมื่อถึงวันที่ "เอ้กบอร์ด" มีมติแก้ปัญหาปริมาณผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาดและให้ควบคุมปริมาณพ่อแม่พันธุ์ จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ 9 ราย ว่า ห้ามนำเข้าเพิ่มไปกว่าตัวเลขเดิมที่ตนเคยนำเข้า และตามมาด้วยการขอให้ลดปริมาณนำเข้าลงตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการจะเรียกตัวเลขนำเข้าเหล่านี้ว่า “โควตา” จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันมิใช่ตัวเลขกลมๆ 4 แสนตัวแล้วเอามาแบ่งโควตากัน แต่มันมีที่มาที่ไปดังกล่าว

 ต่อประเด็นเรื่องการขายพันธุ์สัตว์ควบคู่อาหารสัตว์ ที่มีคนบิดเบือนนำไปเปรียบเทียบเป็นขายเหล้าพ่วงเบียร์ สร้างความสับสนให้แก่สังคมเป็นอย่างมากนั้น คนในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ก็รู้อยู่แก่ใจกันทั้งนั้นว่า มันเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเหล้าหรือเบียร์ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และผู้ซื้อจะเลือกดื่มหรือไม่ดื่มเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่การเลี้ยงสัตว์นั้นไม่ใช่!!!

 เนื่องจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันมีการค้นคว้าวิจัยและพัฒนามากมาย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมนี้เติบโตและก้าวหน้าสู่สากลมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญผลักดันให้มีการค้นคว้าเพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตและมีผลผลิตที่ดี และการมีพันธุ์ที่ดีก็ต้องการปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่จะมาช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้การแสดงออกทางพันธุกรรมของสัตว์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง “อาหาร” นับเป็นหนึ่งในปัจจัยอันสำคัญนั้น

 การจะเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตให้สามารถอยู่รอดและให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น “อาหาร” นับเป็นปัจจัยหลักในข้อนี้ เพราะจะต้องมีโภชนาการที่ดีเหมาะกับสายพันธุ์และช่วงวัยของสัตว์ในแต่อายุ โดยผู้ประกอบการจะทุ่มเทการค้นคว้าวิจัยให้ได้มาซึ่งอาหารที่สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ตนพัฒนา เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าหรือเกษตรกรที่ได้รับพันธุ์สัตว์ไป จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าการขายพันธุ์สัตว์ต่างๆ ของแทบทุกบริษัท มักจะมีการแนะนำอาหารสำเร็จรูปจากผู้ผลิตเดียวกันให้แก่เกษตรกรผู้เป็นลูกค้าด้วย

 จริงอยู่ที่อาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดนั้นมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับอาหารที่เกษตรกรผลิตขึ้นเอง ซึ่งดูเผินๆ อาจรู้สึกว่าทำให้มีต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำกว่า แต่เมื่อวัดที่ประสิทธิภาพการผลิตที่ปลายทาง ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าทั้งระยะเวลาการเลี้ยงและปริมาณผลผลิตที่เกิดขึ้น เทียบไม่ได้กับอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดี

 นอกจากนี้ ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ยังมีบริการหลังการขายที่นำมาเป็นกลยุทธ์การทางค้า แข่งขันกันทั้งในด้านคุณภาพและบริการ ทำให้ได้ใจเกษตรกรไปไม่น้อย บริการหลังการขายที่ว่านี้ ก็หมายถึง การที่บริษัทผู้จำหน่ายอาหารสัตว์จะนำความรู้และเทคนิควิชาการมามอบให้เกษตรกรผู้ซื้ออาหารไปเลี้ยงสัตว์ของเขา การติดตามดูแลใกล้ชิดเพื่อให้การเลี้ยงสัตว์นั้นมีคุณภาพสูงและประสบความสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น บางบริษัทยังช่วยดูแลด้านการตลาดให้ ซึ่งเท่ากับว่าเกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าผลิตสินค้ามาแล้วจะไปขายที่ไหน เพราะมีบริษัทช่วยจัดการเรื่องนี้ให้อย่างเสร็จสรรพ

 ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับลูกค้ายังสะท้อนภาพคู่ชีวิตที่เดินเคียงข้างกันไปสู่ความสำเร็จ และหากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่มีบริษัทเอกชนเป็นผู้ดูแลนั้น มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น เอกชนรายนั้นๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหายให้ เรียกว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ เพราะมีบริษัทเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน

 เห็นเหตุผลและข้อดีตั้งหลายข้อ...ท่านผู้อ่านคงจะพอพิจารณาได้ถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งถ้านักวิชาการของประเทศไทยไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งรอบด้าน แล้วจับแพะชนแกะปะติดปะต่อข้อมูลในมุมมองของตน นำไปสู่ความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม ก็คงเป็นเรื่องน่าเศร้าของประเทศพอควรทีเดียว ยกตัวอย่าง ที่มีการระบุว่า เหตุผลที่ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลดลงจาก 7,459 ราย ในปี 2543 เหลือ 3,279 ราย ในปี 2547 เป็นเพราะการทำธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุผลหลักข้อเดียวคือ วิกฤติไข้หวัดนก

 เพราะเท่าที่มองการแก้ปัญหาไข่แพงของรัฐบาลวันนี้ ก็หนีไม่พ้นความรู้สึกว่า รัฐกำลังดำเนินโครงการ “ประชานิยม” แต่แทนที่จะนำงบประมาณของรัฐออกมาช่วยเหลือผู้เลี้ยงไก่ไข่เหมือนนโยบายประชานิยมอื่นๆ กลับเอาเงินที่ผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงได้มาลดราคาไข่ไก่ช่วยคนเมือง ทั้งๆ ที่เขาขาดทุนสะสมมา 3 ปี หนำซ้ำยังทำให้ระบบการเลี้ยงไก่ไข่ปั่นป่วน ทั้งๆ ที่วงการนี้มีหน่วยงานเอ้กบอร์ดดูแล และแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่กันมาจนเห็นผล

 ทางที่ดีรัฐบาลควรแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างกลไกให้เกษตรกรรายย่อยสามารถแข่งขันได้ จะด้วยการทำให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน ได้รับอัตราดอกเบี้ยในราคาถูก รวมถึงช่วยให้เขาพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงไก่ของเขา เช่น การวางมาตรฐานการผลิต การควบคุมป้องกันโรค และสอนการบริหารจัดการฟาร์มให้เกษตรกร เพื่อความปลอดภัยทางอาชีพ รวมถึงการดึงดูดให้เกิดคนเลี้ยงไก่ไข่อย่างมีมาตรฐานให้มากขึ้น เมื่อคนเลี้ยงมากต้นทุนจะถูกลง ไข่ไก่จะออกสู่ตลาดมาก และผู้บริโภคจะได้รับประทานไข่ไก่คุณภาพดีในราคาถูก เป็นประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรแสดงบทบาทอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาไข่ทั้งระบบ โดยไม่จำเป็นต้องหยิบยก ไข่ไก่ ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติอย่างที่ ครม.ชุดนี้ทำเลยครับ

อรรณพ พบธรรม