ไลฟ์สไตล์

ปลัดสธ.โยนหมอ-ปปช.ถกหาทางออกกันเอง

ปลัดสธ.โยนหมอ-ปปช.ถกหาทางออกกันเอง

07 ส.ค. 2553

ปลัด สธ.สั่งเลิกคณะกรรมการ 3 ฝ่าย เปลี่ยนกรอบหารือใหม่ ขยายวงเพิ่ม คกก. พร้อมปรับรูปแบบการประชุม โยนให้แต่ละฝ่ายหารือก่อนเสนอที่ประชุมใหญ่ สธ. ยันกระทรวงไม่เกี่ยว แค่อำนวยการจัดเท่านั้น ฝ่ายหมอยื่นข้อเสนอขอจัดเวทีแยก ขณะที่ภาคประชาชนเตรียมออกหนังสือแจง 20

(7ส.ค.) เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ ประธานเรียกประชุมร่วม 2 ฝ่าย เพื่อหามติร่วมเรื่องสัดส่วนคณะกรรมการ พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับทางออกปัญหาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข โดยผู้ที่เข้าร่วมแบ่งเป็นภาคประชาชน อาทิ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายจากบริการทางการแพทย์ และนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ขณะที่ฝ่ายแพทย์วิชาชีพ มี รศ.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ สภาการพยาบาล ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สภาเภสัชกรรม พ.ต.ประพนธ์ อยู่ปาน สภากายภาพบำบัด นายสมชัย เจิดเสริมอนันต์ สภาเทคนิคการแพทย์ เข้าร่วมการประชุม

 โดยฝ่ายผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่มีการถอนตัว คือ พญ.พจนา กองเงิน ประธานสมาพันธ์แพทย์ รพศ./รพท. พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายกแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย และนายโชติศักดิ์ เจนพาณิชย์ จากแพทยสภา ไม่เข้าร่วมการประชุม นอกจากนี้ พบว่านายธรณินทร์ จรุงเกียรติ จากทันตแพทยสภา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นกลางและไม่เหมาะสม ก็ไม่เข้าร่วมการประชุมเช่นกัน

 บรรยากาศก่อนเริ่มประชุม เครือข่ายผู้ป่วยราว 10 คน รวมตัวกันหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย เพื่อร่วมปฏิญาณประกาศเจตนารมณ์การผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข โดยยึดหลักให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและมีความเสียหาย มีระบบพัฒนาป้องกันความเสียหาย และผู้ให้บริการทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องการฟ้องร้องและไม่มีการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเด็ดขาด

 จากนั้นเวลา10.30 น. พญ.พจนา กองเงิน ประธานสมาพันธ์ฯ และ นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ ได้เข้ายื่นหนังสือเสนอแนวทางแก้ไขในส่วนความเห็นของกลุ่มแพทย์ต่อ นพ.ไพจิตร์ กลางที่ประชุมร่วม 2 ฝ่าย โดยที่ไม่เข้าร่วมการประชุมที่ยังคงดำเนินต่อไป

  นพ.ไพจิตร์กล่าวหลังการประชุมว่า จากการหารือได้ข้อสรุป 4 ประเด็น คือ 1.สธ.แสดงเจตจำนงชัดเจนจะเป็นเพียงผู้อำนวยการประชุมเท่านั้น แต่จะไม่มีส่วนในคณะกรรมการที่จะพิจารณาสัดส่วนใหม่ และไม่เสนอความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น 2.องค์ประกอบของคณะกรรมการจะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกฝ่าย แต่จะเป็นฝ่ายใดบ้างต้องขอเวลาในการประสานงาน 3.การประชุมครั้งนี้จะไม่มีการลงคะแนนเสียง เพราะไม่ใช่สภา ไม่ใช่หน้าที่ แต่จะเป็นเพียงการเสนอความคิดเห็นของทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการเสนอ ต่อสภาฯ 4.เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าจะปรับเปลี่ยนกลไกการประชุม โดยให้แต่ละฝ่ายหารือในกลุ่มตัวเองและเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ โดย สธ.จะอำนวยการจัดสถานที่และนัดเวลา ซึ่งกรอบระยะเวลาจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

 “คณะกรรมการเสริมสร้างสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุขยังคงมีอยู่ แต่จะขยายวงให้กว้างขึ้น เพราะมีการเสนอเพิ่มเติมว่า ควรมีโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลสังกัด กทม. เข้าร่วมด้วย พร้อมทั้งจะปรับรูปแบบการประชุม ไม่มีคณะกรรมการ 3 ฝ่ายแล้ว เนื่องจาก สธ.ไม่ได้เข้าร่วม เป็นเพียงผู้อำนวยการจัดประชุมให้เท่านั้น” นพ.ไพจิตร์กล่าว

 ถามว่า สำหรับสัดส่วนกรรมการที่เป็นปัญหาจนทำให้ 3 องค์กรแพทย์ถอนตัวคือ เลขาธิการ สช.และ สวรส.ยังคงมีอยู่หรือไม่ นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า จริงๆ แล้วในส่วนของ สธ.จะมีตนทำหน้าที่เป็นประธานอำนวยการประชุมเท่านั้น ขณะที่ นพ.สุพรรณ และ นพ.วิศิษฎ์ จะช่วยให้ข้อมูล ไม่มีการเสนอความเห็นใดๆ สำหรับระยะเวลาในการเรียกประชุมที่ สธ.นั้น จะพยายามให้เร็วที่สุด ซึ่งยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่ชัดเจนได้

 ด้าน นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือเสนอให้มีการจัดประชุมแยกเฉพาะของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายสมาพันธ์ฯ และฝ่ายเครือข่ายภาคประชาชน โดยยึดร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหลัก และให้แต่ละฝ่ายเสนอแนวทางที่เห็นชอบมา ก่อนที่จะมาประชุมร่วมกันโดยเชิญ รมว.สาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวหากปลัดกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทางสมาพันธ์ฯ ก็พร้อมที่จะจัดประชุม โดยได้เตรียมเชิญตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมประชุมแล้ว

 พญ.พจนากล่าวว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ อยากให้ทำประชาพิจารณ์ และอยากเรียกร้องให้แพทย์จากสังกัดต่างๆ รวมทั้งโรงเรียนแพทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วย เพราะเป็นกฎหมายที่จะเกิดผลกระทบต่อแพทย์

 ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวภายหลังการประชุมว่า ภาคประชาชนเข้าร่วมหารือตามที่ สธ.เชิญ เพื่อหาข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งเบื้องต้นภาคประชาชนไม่มีกำลังในการจัดเวทีเพื่อระดมความเห็นในส่วนของประชาชนมากนัก จึงจะมีการจัดทำเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับบริการฯ ว่าสิ่งที่แพทย์จะได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. และสิ่งที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ โดยทำเป็นหนังสือ "ข้อเท็จจริง 20 ข้อดีที่จะได้จาก พ.ร.บ."  และออกเอกสาร “จริงหรือไม่จริงกับ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ” เพื่อให้ประชาชนและแพทย์รับทราบว่า ข้อดีของ พ.ร.บ.คืออะไรบ้าง อะไรคือเรื่องจริง และไม่จริงที่เกิดขึ้น

 ทั้งนี้ เสนอว่า สธ.ควรทำหน้าที่คนกลางในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ในการจัดเวทีระดมความเห็นด้วย โดยภาคประชาชนจะขอติดตามการทำงานเพื่อให้ พ.ร.บ.เดินหน้าไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น หากพบว่าบุคคล หน่วยงาน สถาบันใดก็ตาม ที่มีความพยายามจะล้มกฎหมายฉบับนี้ กลุ่มประชาชนจะรวมตัวกันเพื่อขัดขวางการล้มกฎหมายฉบับนี้

 “กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนรวมตัวกันเข้าชื่อ 1 หมื่นรายชื่อตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2551-18 สิงหาคม 2552 ใช้เวลาและความยากลำบากกว่าที่จะสามารถเสนอกฎหมายดังกล่าวได้ การติดตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงเป็นหน้าที่และเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน”น.ส.สารีกล่าว

 น.ส.สารีกล่าวว่า ไม่อยากเห็นการจัดเวทีเพื่อระดมความเห็นกลายเป็นเวทีที่สร้างความขัดแย้ง เพราะการหารือร่วมแต่ละครั้ง ทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันในเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่มีความเห็นต่างกันในเรื่องของสาระในกฎหมาย ทำให้ควรหาทางออกเพื่อให้กฎหมายเดินหน้าต่อไปได้ อยากให้มีการคุยกันด้วยเหตุผล ซึ่งภาคประชาชนจะพยายามไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์

 "ทราบดีว่า ฝ่ายแพทย์กำลังรู้สึกเหมือนถูกเล่นงาน จึงกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ คิดว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์สูงขึ้น จึงอยากให้ใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องก็ไม่มีทางจบได้ เพราะฝ่ายประชาชนก็ไม่อยากเห็นแพทย์ถูกฟ้องร้องเช่นกัน โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายก็ระบุชัดว่า ต้องการลดการฟ้องร้องแพทย์ลง" น.ส.สารีกล่าว

 นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ กล่าวว่า ขั้นตอนของการทำกฎหมายที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเห็นว่า ทุกฝ่ายควรหาความเห็นร่วมกันได้แล้ว จึงอยากเห็นแพทย์มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันไม่ใช่ 10 คน 12 ความเห็นเหมือนขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข และ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกันผลักดันกฎหมาย และไม่ทำให้ความขัดแย้งบานปลาย