
งัดกฎเข้มกับผู้นำม้าเข้าไทยหวั่นพาหะโรค
กรมปศุสัตว์รุกสกัดโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า(ELA) ระบาดในประเทศ ออกกฏเข้มกับผู้นำเข้าม้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด หวั่นกระทบความเสียหายต่อผู้เลี้ยงของไทยพร้อมเตือนเกษตรกรนำม้าตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
(7ส.ค.) นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการพบโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า(EIA) ในม้าที่เลี้ยงในหลายประเทศ ส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงม้าและฟาร์มม้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อป้องกันการนำเข้าม้าที่เป็นพาหะของโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้าจากต่างประเทศ กรมปศุสัตว์จึงได้มีแผนปฏิบัติการควบคุมและกำจัดโรคโลหิตจางติดเชื้อในม้า พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกษตรเรื่องโรคแนวทางการป้องกัน ควบคุมโรค และดำเนินการเจาะเลือดม้าพร้อมกันทั่วประเทศ ในกลุ่มม้าใช้งานของเกษตรกร ได้แก่ ม้าขนพืชไร่ ม้าชมรมเพื่อการท่องเที่ยว และม้าเดินชายหาด เพื่อตรวจทดสอบโรคทางห้องปฏิบัติการ
ทั้งนี้กรมปศุสัตว์จำเป็นต้องเร่งกำจัดโรคนี้ก่อนที่จะมีการแพร่กระจายโรคไปยังม้าตัวอื่น ๆ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เลี้ยงม้าในประเทศ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคระบาดสัตว์ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.๒๔๙๙ โดยม้าที่ติดเชื้อจะมีลักษณะทางอาการได้ ๓ แบบ คือแบบเฉียบพลัน แบบเรื้อรังและแบบไม่แสดงอาการ โดยม้าป่วยจะมีไข้ซึม ผอม น้ำหนักลด โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ เยื่อเมือกมีจุดเลือดออก อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ทำให้ไม่สามารถใช้งานม้าได้ตามปกติและอาจตายในที่สุด ที่สำคัญเชื้อไวรัสจะสามารถอยู่ในร่างกายม้าที่ติดเชื้อได้ตลอดชีวิต รวมทั้งสามารถแพร่เชื้อไปยังม้าตัวอื่นได้อย่างรวดเร็วโดยผ่านทางแมลงดูดเลือด และการใช้อุปกรณ์หรือเข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวม้า และผู้เลี้ยงม้าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายได้
“กรมปศุสัตว์ได้กำหนดเงื่อนไขว่าม้าที่จะนำเข้าประเทศไทย ต้องไม่มีประวัติการเกิดโรคนี้ในบริเวณหรือพื้นที่รัศมี 100 กิโลเมตรรอบบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ที่จะส่งออก และต้องผ่านการทดสอบโรคด้วยวิธี Agal Gel Immunodiffusion Test (Coggins’test) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) และผลการทดสอบดังกล่าวต้องเป็นลบ ”นายปรีชากล่าว
นอกจากนี้ม้าที่เลี้ยงจะต้องทำรูปพรรณ บันทึกประวัติม้าตามระบบการทำเครื่องหมายและขึ้นทะเบียนสัตว์แห่งชาติ (NID) เพื่อเป็นข้อมูลให้การดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ตามมาตรการของกรมปศุสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากผลการดำเนินการในช่วง 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2553 ได้ทำการทดสอบโรคทั้งหมด 3,754 ตัว พบว่าให้ผลบวกต่อการทดสอบจำนวน 26 ตัว คิดเป็นร้อยละ 0.69 ซึ่งถือว่ามีม้าที่เป็นโรคนี้ในประเทศไทยน้อยมากๆ
“อยากเตือนไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงม้า ให้นำม้าไปตรวจสุขภาพสัตว์อย่างน้อยปีละครั้ง หากพบตัวเป็นโรคต้องแยกออกจากฝูง ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ควรล้างและแช่น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนนำไปใช้กับม้าตัวอื่น กำจัดแมลงดูดเลือดที่เป็นตัวนำโรค ไม่นำม้าที่ให้ผลบวกต่อการทดสอบโรคมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ และทำการตรวจโรคสัตว์ใหม่ก่อนนำสัตว์เข้าฟาร์ม รวมทั้งทำความสะอาดคอก แหล่งที่อยู่ของม้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป” นายปรีชา กล่าว



