ไลฟ์สไตล์

"อ.แพน" พาเที่ยว วันเดียวก็มันได้

"อ.แพน" พาเที่ยว วันเดียวก็มันได้

07 ส.ค. 2553

ทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ ถึงวันหยุดทั้งทีก็ต้องมองหาสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกันบ้าง พอดี๊..พอดีกับที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเทียบเชิญให้ไปร่วมทริปเที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง "ใหม่กว่านี้มีที่ไหน" ที่ จ.สระบุรี แถมได้ข่าวแว่วมาว่าง

  "สระบุรี แปลว่า เมืองที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เป็นเมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่านอย่างเช่น แม่น้ำป่าสัก สระบุรีเป็นเมืองที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงธรรมทรงครองราชย์ พระองค์ท่านทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ได้ส่งพระภิกษุนั่งเรือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ประเทศลังกา เมื่อไปถึงพระภิกษุที่นั่นทักว่าทำไมต้องเดินทางมาไกลถึงที่นี่ ในเมื่อประเทศไทยก็มีรอยพระพุทธบาทเช่นกัน พระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดให้ช่วยกันค้นหาและท้ายที่สุดก็พบที่นี่ จากนั้นเป็นต้นมากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทุกพระองค์จะเดินทางมานมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำทุกปี" อ.แพน เริ่มบทสนทนาด้วยความหมายและความสำคัญของเมืองสระบุรี เมื่อครั้งอดีตกาล ด้วยความเชี่ยวชาญ

 ฟังประวัติคร่าวๆ ของสระบุรีกันพอหอมปากหอมคอ อ.แพน ก็นำทีมตรงดิ่งไปที่ อ.หนองแซง เพื่อเยี่ยมชมคลีนฟาร์ม ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลด้านเกษตรดีเด่นแห่งชาติปี 2553 สาขาการใช้วิชาการเกษตรที่เหมาะสม (จีพีเอ) จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นี่เป็นแปลงปลูกผักปลอดสารพิษด้วยเทคนิคการปลูกผักบนแคร่ที่ยกสูงจากพื้นภายในโรงเรือนปิด ซึ่งปรับปรุงมาจากการปลูกผักด้วยระบบไฮโดรโฟนิกส์ ทำให้การระบายน้ำและความร้อนมีประสิทธิภาพขึ้น จึงช่วยลดปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืช และทำให้ใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตลดลงตามไปด้วย

 ออกจาก อ.หนองแซง มุ่งสู่ อ.เสาไห้ โดยมีจุดหมายปลายทางที่วัดสูง เพื่อสักการะเจ้าแม่ตะเคียนที่มีตำนานสืบต่อกันมายาว โดยแบ่งเป็นหลากหลายความเชื่อด้วยกัน บ้างเล่าว่าเมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีลักษณะงดงาม เพื่อจัดเป็นเสาเอก ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำป่าสัก แต่มาถึงกรุงเทพฯ ได้มีการคัดเลือกเสาเอกไปก่อนแล้ว จึงได้เป็นเพียงเสารอง แต่บางตำนานเชื่อว่าเสาต้นนี้ถูกส่งไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว แต่ลำต้นบางช่วงคด จึงไม่ได้รับการคัดเลือก เสาต้นนี้จึงเกิดความเสียใจลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลงที่นี่อยู่ประมาณ 100 กว่าปี จนเมื่อ พ.ศ.2501 มีชาวบ้านนำขึ้นจากน้ำไปไว้ที่ศาลหน้าพระอุโบสถวัดสูง พอตกเวลากลางคืนชาวบ้านมักได้ยินเสียงร้องไห้ จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่าเสาร้องไห้ และได้กลายเป็น "เสาไห้" ในปัจจุบัน

 "ที่จริงแล้วชื่อของ อ.เสาไห้ ไม่ได้มาจากทุกตำนานที่เล่ามา แต่เชื่อว่ากร่อนมาจากสาวร้องไห้ สมัยรัตนโกสินทร์พม่าส่งกองทัพมาตีเชียงแสน รัชกาลที่ 1 จึงยกทัพหลวงไปตีพม่าให้ออกจากเชียงแสน และอพยพคนจากเชียงแสนจำนวน 2.3 หมื่นครอบครัว โดยแบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกไปอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนที่สองไปที่ลำปาง ส่วนที่สามไปที่น่าน ส่วนที่สี่ไปหลวงพระบาง ส่วนที่ห้าส่งมาที่กรุงเทพฯ แต่ที่กรุงเทพฯ คับแคบเกินไป จึงแบ่งไปอยู่ที่ อ.คูบัว จ.ราชบุรี และ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี จึงเชื่อกันว่าสาวๆ คงจะร้องไห้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน จึงกลายเป็นชื่อสาวร้องไห้ และกร่อนลงจนเหลือ "เสาไห้" ในปัจจุบัน" กูรูด้านศิลปวัฒนธรรม บรรยายอย่างสนุกสนาน

 กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลกันแล้ว ก็ถึงเวลาสนุกกับกิจกรรมมันๆ มากมายที่รอเราอยู่ที่มวกเหล็ก เอทีวี ไม่ว่าจะเป็นการขี่เอทีวีวิบาก ยิงปืน ยิงธนู โดนหอ โรยตัว ฯลฯ แต่งานนี้ อ.แพน รีบโบกไม้โบกมือขอบาย ด้วยเหตุผลว่า "ไม่เหมาะกับวัย" พร้อมออกตัวของีบเอาแรงก่อนจะไปลุยต่อที่ฟาร์มโคนม-ไทยเดนมาร์ค แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และจุดเรียนรู้ด้านโคนมครบวงจร ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย ที่นี่เราได้นั่งรถพ่วงชมทุ่งหญ้ากับฝูงโคนม ชมวีดิทัศน์ประวัติความเป็นมา ชมการสาธิตรีดนม ทดลองรีดนม ป้อนนมให้ลูกโค และชมกระบวนการผลิตนมไทย-เดนมาร์คในทุกขั้นตอนด้วย

 ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ ยังพอมีเวลาที่จะแวะวัดพระพุทธฉาย เพื่อกราบสักการะรอยพระพุทธบาทข้างขวาของพระพุทธเจ้า วัดพระพุทธฉาย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธฉาย คือเงาเลือนลางที่เป็นรอยประทับอยู่ที่หน้าผา เชิงเขา บริเวณวัดพระพุทธฉาย มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปยืน สันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา

 "คนโบราณเล่ากันว่า เมื่อสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ฆาฏกบรรพตแห่งนี้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "เขาลม" หรือ "เขาปฐวี" เพื่อโปรดนายพรานฆาฏกะจนสำเร็จพระอรหันต์ ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พระฆาฏกะได้ทูลขอของที่ระลึก พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงพุทธปาฏิหาริย์ให้เงาของพระองค์ติดอยู่ในเนื้อหิน ภายในเขาแห่งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่ถึง 5 ครั้ง ในปี ร.ศ.79, ร.ศ.91, ร.ศ.104, ร.ศ.105 และ ร.ศ.115 นอกจากนี้ยังมีพระบรมวาศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ที่เสด็จมา พร้อมทั้งลงพระปรมาภิไธยกำกับไว้ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้" กูรูด้านศิลปวัฒนธรรมเล่าอย่างออกรสชาติ พร้อมแบ่งปันความสนุกสนานและความประทับใจให้เพื่อนๆ ร่วมทริปติดไม้ติดมือกลับบ้านกันถ้วนหน้า

เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์
ภาพ--นัทพล ทิพย์วาทีอมร