ไลฟ์สไตล์

สธ.ทยอยขึ้นทะเบียน“สมุนไพร”อีก645รายการ

สธ.ทยอยขึ้นทะเบียน“สมุนไพร”อีก645รายการ

05 ส.ค. 2553

สธ. ตั้งเป้า ทยอยขึ้นทะเบียน “ สมุนไพร ” อีก 645 รายการ ในบัญชียาหลัก นำร่องปีนี้ขึ้นทะเบียนกับอย. 20 รายการ หวัง ส่งเสริมแพทย์แผนไทยประจำรพ.สต. ใช้ยาไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ ผลงานวิชาการยอดเยี่ยมประจำปี นักวิทย์ฯ คิดค้น ชุดตรวจหาสเตียรอยด์ต้องห้ามในสมุนไพร อ

ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2553 ในหัวข้อ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) “ สะพานเชื่อมปฐมภูมิ สู่ตติยภูมิ ” โดยมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการระดับยอเยี่ยม 2 รางวัล ระดับดีเด่น 2 รางวัล และนำเสนอผลงานวิชาการ 630 เรื่อง นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ 112 เรื่อง

 นางพรรณสิริ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทย จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ดำเนินการบรรจุยาสมุนไพรเพิ่มเติมอีก 645 รายการ จากเดิมที่มีการบรรจุยาสมุนไพรในบัญชียาหลักเมื่อปี 2549 จำนวน 19 รายการ เป็นยาเดี่ยว 8 รายการ ยาตำรับ 11 รายการ ด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด มาพิจารณาจัดทำข้อมูลยาจากสมุนไพรเพื่อเสนอเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อเสนอรายการยาที่คัดเลือกเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานคัดเลือกยาสมุนไพรในบัญชายาหลักแห่งชาติของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่น้อยกว่า 20 รายการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

 “ ปัญหาที่โรงพยาบาลใช้ยาสมุนไพรน้อย ในปี 2553 เพียงร้อยละ 1.75 ทั้งที่เป้าหมายตามแผนสุขภาพแห่งชาติ ปี 2550-2554 ตั้งเป้าให้มีการใช้ยาสมุนไพรในรพ.ชุมชน ร้อยละ 10 และ รพ.ทั่วไปร้อยละ 5 เนื่องจากมียาสมุนไพรอยู่ในบัญชียาหลักฯเพียง 19 รายการ เชื่อว่า เมื่อยาสมุนไพรไทยอยู่ในบัญชียาหลักเพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายยาได้ ” รมช.สาธารณสุข กล่าวและว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ได้มีการส่งผู้ผ่านการคัดเลือกแพทย์แผนไทยไปปฏิบัติงานตามรพ.สต. ทั่วประเทศ จำนวน 100 คน เชื่อว่า จะเป็นส่วนสำคัญในใช้ยาสมุนไพรตามรพ.ที่มีแพทย์แผนไทยประจำอยู่

 ทั้งนี้หนึ่งในผลงานทางวิชาการด้านสาธารณสุข ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ที่น่าสนใจ คือ การพัฒนา “ ชุดตรวจหาสเตียรอยด์ ต้องห้ามใช้ในยาสมุนไพร ” โดย น.ส. วลัยลักษณ์ เมธาภัทร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ น.ส.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันพบการปนเปื้อนสเตียรอยด์ของยาแผนปัจจุบันในยาสมุนไพรจำนวนมาก โดยเฉพาะ ภาคอีสาน กำลังมีระบาดของยาชุด ที่ติดฉลาก รักษาอาการปวดเมื่อย เป็นที่นิยมของชาวนาชาวไ ร่และกรรมกร แต่เมื่อนำยาดังกล่าวมาตรวจสอบจะพบสารสเตียรอยด์ ซึ่งหากรับประทานในเวลานานจะให้เกิดการสะสมในร่างกาย เนื่องจากสเตียรอยด์ต้องห้ามในสมุนไพร คือเดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน ซึ่งจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น จะส่งผลให้สเตียรอยด์ตามธรรมชาติในร่างกายหยุดการสร้าง ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้ติดเชื้อโรคง่าย ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารทําให้กระเพาะอาหารเป็นแผลหรือถึงขั้นทะลุได้ เกิดการสะสมของไขมันในอวัยวะบางส่วน ทําให้หน้ากลมผิดปกติ เรียกว่าหน้าพระจันทร์หรือมูนเฟซ ( moon face) และหลังเป็นหนอกคล้ายหลังควาย เกิดการคั่งของเกลือ ทำให้บวม เป็นอันตรายมากต่อผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ การใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์นานๆ ทําให้กล้ามเนื้อลีบ กระดูกผุ นํ้าตาลในเลือดสูง

 “ ในการพัฒนาชุดทดสอบสเตียรอยด์ดังกล่าว จะใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือและผู้ชำนาญการในการทดสอบ โดยใช้หลักการของเกิดปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี และให้แถบสีแดงสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า โดยหากพบว่าเป็นเส้นสีแดง 2 เส้นแสดงว่าไม่มีการปนปลอมของยาสเตียรอยด์ในยาสมุนไพรที่ทดสอบ แต่ถ้าเห็นเป็นเส้นสีแดง 1 เส้น แสดงว่ามีการปนปลอมของสารสเตียรอยด์ในยาสมุนไพรที่ทดสอบภายใน 10-15 นาที ” เจ้าของผลงานทางวิชาการสาธารณสุขประจำปีนี้กล่าว และว่า ชุดตรวจดังกล่าว สามารถนำยาเม็ดมาบดให้แตกแล้วใช้ตัวอย่างทดสอบกับชุดตรวจ ตามรายละเอียดที่ระบุไว้ได้ และ มีการจำหน่ายแล้วที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในราคาชุดละ 55-65 บาท ทั้งนี้ชุดตรวจดังกล่าวยังไม่ปรากฏผลบวกลวงในสเตียรอยด์ธรรมชาติที่ผสมอยู่ในยาสมุนไพร แต่หากมีข้อสงสัยสามารถส่งข้อมูลเข้ามาที่ตนเพื่อพัฒนาต่อไป