ไลฟ์สไตล์

ตั้งคกก.ร่วม3ฝ่ายแก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

ตั้งคกก.ร่วม3ฝ่ายแก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

04 ส.ค. 2553

"จุรินทร์" ลงนามตั้ง กก. 3 ฝ่าย แก้ปัญหาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ “นพ.สุพรรณ” เป็นประธาน เตรียมเรียกประชุมด่วน มั่นใจทันเวลา 2 สัปดาห์ สมาพันธ์ รพศ./รพท.แย้งมติต้องได้ข้อสรุปเบื้องต้นของก่อนสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ไม่ใช่นำไปแก้ไขใน กมธ.สธ.

จากการที่ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างผู้ดูแลรักษาพยาบาล กับเครือข่ายผู้ป่วย เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... โดยมี นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน และเห็นตรงกันให้มีการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ เครือข่ายผู้ป่วย ผู้ดูแลรักษาพยาบาล และฝ่ายรัฐ หรือ สธ. เพื่อทำหน้าที่หาข้อสรุปเบื้องต้นในประเด็นที่ควรแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนจะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อประกอบการพิจารณานั้น

 ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข โดยมี นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 12 เป็นประธานและมีคณะกรรมการจากเครือข่ายผู้ป่วย 8 คน ผู้ดูแลรักษา 8 คน และฝ่ายรัฐ หรือ สธ. 4 คน เรียบร้อยแล้ว โดยมีคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษา

 นพ.สุพรรณกล่าวว่า จะเรียกประชุมคณะกรรมการทั้งหมดโดยเร็วที่สุด และอาจจะต้องมีการหารือร่วมกันบ่อยมาก เนื่องจากมีประเด็นของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขที่เป็นปัญหาเห็นไม่ตรงกันมาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 2 สัปดาห์ตามที่มีการกำหนดร่วมกัน

 ต่อมาเวลา 17.00 น. พญ.พจนา กองเงิน ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) และกลุ่มแพทย์ประมาณ 10 คน ได้เดินทางไปยังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อยื่นหนังสือให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับประเด็นการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย โดยมี นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคพรรคประชาธิปัตย์รับหนังสือแทน

 พญ.พจนากล่าวว่า ในหนังสือดังกล่าวไม่ได้คัดค้านการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย และจะต้องมีตัวแทนจากผู้ดูแลรักษาพยาบาลเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย แต่จะต้องรอให้คณะกรรมการชุดนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นก่อนที่สภาจะเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ใช่นำข้อสรุปไปใช้ประกอบในขั้นกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.สธ.) สภาผู้แทนราษฎร

 “ไม่มั่นใจว่าในขั้นกรรมาธิการ ที่จะต้องมีตัวแทนจากเครือข่ายผู้ป่วยเข้าร่วม เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้เสนอกฎหมายจะมีการแก้ไขข้อสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่อย่างไร เพราะเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม แม้จะมีการตกลงเพื่อให้เกิดความปรองดองร่วมกันด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย แต่กลับมีแพทย์บางคนที่ไม่ได้รักษาผู้ป่วยแล้ว และเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมาย ยังคงให้ร้ายแพทย์ที่คัดค้านผ่านทางโทรทัศน์” พญ.พจนากล่าว

 นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รายชื่อของคณะทำงานฝ่ายแพทย์ ที่จะเป็นคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ขณะนี้ยังได้รายชื่อไม่ครบ เนื่องจากทางสมาพันธ์วิชาชีพต่างๆ ต้องใช้เวลาประชุมเพื่อคัดเลือกตัวแทนก่อน เบื้องต้นจะส่งเป็นรายชื่อของผู้แทน แต่ในส่วนที่ได้คณะทำงานแล้วได้แก่ นพ.โชติศักดิ์ เจนพาณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา เป็นตัวแทนจากแพทยสภา พญ.พจนา กองเงิน ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และ นพ.ประเสริฐ สันยวิวัฒน์ เลขาธิการแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย

 นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ขณะนี้รายชื่อคณะทำงาน 3 ฝ่าย ที่จะร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการด้านสาธารณสุข ฝ่ายประชาชน 8 คน คือ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ดร.ยุพดี ศิริสินสุข ตัวแทนเครือข่ายเกษตรทางเลือก น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนายสมหมาย พูนศรีโรจน์ กรรมการเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ โดยได้ส่งรายชื่อให้ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แล้ว

 “คณะทำงานดังกล่าว จะหารือกันในรายละเอียดของกฎหมาย ให้เป็นไปตามหลักการที่ตกลงกันไว้เบื้องต้นให้ได้ว่ามาตรการใดเอาหรือไม่เอา หรือต้องปรับแก้ไขอย่างไร ซึ่งฝ่ายประชาชนพร้อมที่จะชี้แจงว่ามาตราใดเป็นอย่างไร และไม่ได้เป็นไปตามความกังวลที่เกิดขึ้นอย่างไร” นายนิมิตร์กล่าว

 นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะมีการตั้งคณะทำงานดังกล่าว แต่ขอฝากให้คณะทำงานชุดนี้พิจารณาประเด็นปัญหาให้รอบด้าน โดยเฉพาะต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศต้องแบกภาระด้านสุขภาพมากเกิน จนกระทั่งหมดตัว และต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้แพทย์ทำงานด้วยความสบายใจ อีกทั้งต้องทำให้ประชาชนอย่าหวาดระแวงแพทย์ด้วย ขณะเดียวกันเมื่อคณะทำงานได้ข้อสรุปแล้ว สิ่งสำคัญควรมีการทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถานพยาบาลต่างๆ โรงเรียนแพทย์มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นตรงนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

 “ผมไม่ได้คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้ เพราะหลักการเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ แต่เป็นห่วงในบางประเด็น โดยเฉพาะการบริหารจัดการระบบที่ยังไม่เทียบเท่าประเทศสวีเดน เนื่องจากสวีเดนมีการจัดการที่ดีมาก ทั้งคณะกรรมการกองทุนก็ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ของไทยไม่มี นอกจากนี้ยังมีเพดานการชดเชยที่ไม่จ่ายต่ำกว่า 8,000 บาท ในกรณีที่ไม่ได้เจ็บป่วยมากมาย ซึ่งจะช่วยลดอัตราการฟ้องร้องที่ไม่จำเป็น ดังนั้น หากไทยมีระบบบริหารจัดการไม่ดีพอย่อมส่งผลต่อระบบใหญ่ทั้งประเทศ และนำไปสู่ปัญหาในอนาคต” นพ.สมศักดิ์กล่าว

 ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... หากพิจารณาจะพบว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายทำเพื่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์อย่างชัดเจน เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อเยียวยาความเสียหาย โดยไม่ต้องฟ้องร้องในชั้นศาล หากอ่านร่าง พ.ร.บ.ให้ละเอียดโดยไม่มีอคติ จะเห็นว่ามีการเขียนอย่างละเอียดรอบคอบ เช่น มาตรา 5 ที่แม้จะระบุว่าไม่ต้องมีการพิสูจน์ถูกผิด และเมื่ออ่านในมาตรา 6 ก็มีการเขียนว่า เหตุการณ์แบบใดบ้างที่จะร้องขอการเยียวยาไม่ได้ โดยระบุว่า 1.เกิดความเสียหายจากความปกติธรรมดาของโรค และ 2.แพทย์ทำตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว

 ศ.แสวงกล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นสัดส่วนคณะกรรมการที่มาจากตัวแทนวิชาชีพที่ถูกคัดค้าน เมื่อพิจารณาก็พบว่า มีทั้งปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตัวแทนจากสถานพยาบาล รวมแล้วมีแพทย์ประมาณ 5 คน ทั้งนี้ การมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในคณะกรรมการ ก็ไม่มีความจำเป็นเพราะร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด แต่หากจะมีการเพิ่มเติมตัวแทนจากสภาวิชาชีพในสาขาอื่นๆ หรือมีตัวแทนจากราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นรายละเอียดที่สามารถจะตกลงกันได้ในภายหลัง

 “เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายมีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะคุ้มครองประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์ ไม่อยากให้ใช้อคติหรือเบี่ยงเบนประเด็นทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียประโยชน์ต่อทุกฝ่าย” ศ.แสวงกล่าว