ไลฟ์สไตล์

เวียนศีรษะ

เวียนศีรษะ

04 ส.ค. 2553

ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มักมีความผิดปกติของร่างกาย แบ่งสาเหตุการเกิดอาการเหล่านี้ได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

 1. โรคเวียนศีรษะ จากหินปูนในหูชั้นในเสื่อม พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีประวัติการกระทบกระแทกที่ศีรษะ ผู้ป่วยจะรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อออกและหัวใจเต้นเร็ว
การรักษา
 แพทย์อาจให้การรักษาโดยการบริหารศีรษะ หรืออาจให้คำแนะนำเพื่อไปฝึกปฏิบัติที่บ้าน หรืออาจได้รับยาที่ช่วยบรรเทาอาการในช่วงสั้นๆ ประมาณ 2-4 วัน ไม่นิยมให้รับประทานยาเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่โรคจะดีขึ้น และหายภายในเวลา 4-6 สัปดาห์ แต่อาจเป็นซ้ำได้ ในเวลาเป็นเดือนหรือปี
 2. โรคเวียนศีรษะหมุน จากประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน พบได้บ่อยในตอนเช้าหลังตื่นนอน มักมีเสียงดังรบกวนในหูร่วมด้วย ประมาณครึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะหมุน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้
การรักษา
 แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยนอนพัก รับประทานยา หรือฉีดยา ติดตามดูอาการ และตรวจวัดการได้ยิน กรณีที่เป็นนานเกิน 1-2 เดือนไปแล้ว แพทย์อาจเจาะเลือดตรวจ หรือตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม
 3. โรคมีเนียร์ เกิดจากการคั่งของของเหลวในหูชั้นในข้างใดข้างหนึ่ง หรือสองข้าง มีประสาทหูเสื่อม มีเสียงดังรบกวนในหู แน่นหู ร่วมกับอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนซ้ำๆ อาการเวียนหมุนจะเกิดนาน 20 นาทีขึ้นไป ช่วงที่เวียนศีรษะนี้ผู้ป่วยมักต้องนอนพัก มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง
การรักษา
 แพทย์จะตรวจการได้ยิน และเจาะเลือด อาจต้องตรวจพิเศษด้านรังสี เช่น การตรวจคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) การตรวจคอมพิวเตอร์ของสมอง (CT scan) เพื่อหาดูว่า มีเนื้องอก หรือความผิดปกติอื่นๆ ของสมองหรือไม่
 4. โรคเส้นประสาททรงตัวอักเสบ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะหมุนทันที แล้วค่อยๆ ดีขึ้น โดยไม่มีอาการทางสมอง ไม่มีการเสื่อมการได้ยิน และไม่มีเสียงรบกวนในหู
การรักษา
 ผู้ป่วยมักได้รับยาแก้เวียนศีรษะ หรือยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ควรกระตุ้นให้มีการลุกเดิน ขยับตัว และแนะนำให้มีการบริหารศีรษะ ตา ลำคอ และกล้ามเนื้อแขน ขา ผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เร็ว
 5. อาการเวียนศีรษะหมุน ที่มีสาเหตุจากประสาทสมองส่วนกลาง เนื่องจากสมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ก้านสมองและสมองน้อย ความผิดปกติของบริเวณดังกล่าว จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหมุนได้ มักจะมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น อาการปวดศีรษะ ชัก หมดสติ ชาตามใบหน้าและลำตัว อ่อนแรงของแขนและขา มีอาการเห็นภาพซ้อน กลืน พูดลำบาก เดินเซ ฯลฯ
การรักษา
 อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือด การตรวจระบบหลอดเลือดโดยการฉีดสารทึบแสง การตรวจคอมพิวเตอร์ การตรวจคลื่นสนามแม่เหล็กของสมอง ฯลฯ

 การดูแลรักษาอาการเวียนศีรษะ อาศัยการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์
 เพื่อการซักประวัติและตรวจร่างกาย บางกรณีอาจตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค โดยส่วนใหญ่อาการเวียนศีรษะหมุน มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งการดูแลรักษาด้วยยา และการบริหารศีรษะจะได้ผลดี มีบางรายที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ส่วนน้อยของอาการเวียนศีรษะหมุนเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนกลาง ซึ่งการดูแลรักษา จำเป็นต้องอาศัยประสาทแพทย์ และประสาทศัลยแพทย์เป็นผู้ดูแล
โรงพยาบาลยันฮี
โทร.0-2879-0300