ไลฟ์สไตล์

มองผ่านเลนส์คม - รำคาญชื่อเล่น

มองผ่านเลนส์คม - รำคาญชื่อเล่น

04 ส.ค. 2553

หลายวันก่อนขับรถอยู่หมุนไปฟังวิทยุคลื่นข่าวแถวตัวเลขท้ายๆ ของหน้าปัดจำได้ไม่ชัดเพราะเปิดไปโดยบังเอิญ มีดีเจหญิงคนหนึ่งกำลังจะสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวกับงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติปี 2553 ไบเทคบางนา

 ผู้ใหญ่ท่านนั้นเปิดฉากคุยทางโทรศัพท์ ด้วยการทักทายว่า "สวัสดีครับ คุณ...(ชื่อจริงดีเจสาว)"  ดีเจช่างฉอเลาะคนนั้น กล่าวตอบท่านผู้ใหญ่ว่า "เรียกชื่อดิฉันว่า เจิน (ชื่อเล่นของเธอ) ก็ได้ค่ะ”

 คนฟังวิทยุอึ้งไปเล็กน้อยกับความมาดมั่นที่จะทำให้ฟังดูน่ารักของเธอ แต่ไม่ถูกกาลเทศะ
 แต่ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ไม่ได้บ้าจี้ไปเรียกน้องเจินอย่างโน้นอย่างนี้ การสัมภาษณ์ก็เป็นไปตามบทที่วางไว้โดยมีดีเจเจินใช้วิธีถามนำ จนฟังดูไม่ธรรมชาติ แต่สรุปว่า ตลอดการสัมภาษณ์เป็นเชิงวิชาการซึ่งไม่เหมาะสมกับการจะใช้ชื่อเล่นมาคุยกันเลย

 กลับมาถึงบ้านผ่านป้ายสมัครสมาชิกสภาเขตต่างๆ ที่กำลังปิดป้ายหาเสียง หลายคนมีวงเล็บชื่อเล่นกันเต็มไปหมด บ้างก็ใส่ก่อนชื่อจริง บ้างก็วงเล็บไว้ท้าย กลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้ป้ายหาเสียงต้องมีชื่อเล่น ฟังดูตลกๆ พิกล เข้าใจว่า คงต้องการสร้างความสนิทสนมกับประชาชนหรือชื่อเล่นเป็นที่รู้จักมากกว่า แต่มันดูไม่เป็นทางการและตามความรู้สึกส่วนตัวแล้วดูไม่น่าเชื่อถือ

 คล้ายกับว่าคนไทยสมัยนี้มีชื่อกลางแบบฝรั่งกันแล้ว ต้องเขียนชื่อเล่น ตามด้วยชื่อจริงและนามสกุล
 วัฒนธรรมนี้น่าจะมาจากนักร้องต่างๆ ทั้งสตริงลูกทุ่ง เขานิยมนำชื่อเล่นมาตั้งเป็นชื่อแรก ตามด้วยชื่อจริงกัน และระบาดไปถึงวงการเพลงไทยสากลเก่าๆ ที่มีเด็กรุ่นใหม่มาร้องเพลง ใส่ชื่อเล่นกันให้รุงรังไปหมด จนเหมือนชื่อเล่นเป็นชื่อจริง ชื่อจริงคือนามสกุล บรรพบุรุษของพวกเขาจะไม่น้อยใจกันหรอกหรือที่นามสกุลของตระกูลต้องถูกตัดออกไป เพียงเพราะต้องการความเก๋ไก๋

 ด้านข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีเช่นกัน บางทีไปสัมภาษณ์ใครก็ไม่ทราบ แต่ใช้ชื่อเล่นใส่มาก่อนชื่อจริง ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นดาราหรือคนดังสักหน่อย

 ที่มาของชื่อเล่นก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นชื่อเล่นๆ ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ และมักใช้เรียกขานกันในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนที่รู้จักกันเท่านั้น เพื่อให้สะดวกในการเรียก

 ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องราวที่เป็นทางการแล้ว ก็ไม่ควรใช้ชื่อเล่นให้เป็นที่รกรุงรังน่ารำคาญใจ

"นคร ศรีเพชร"