
นายกฯแนะอุดมศึกษาปรับตัวรับแผนปรองดอง
"นายกฯ" แนะอุดมศึกษาปรับตัวรับแผนปรองดอง ฝากโจทย์ให้สกอ.ทำโครงสร้างให้ครม.อนุมัติ จี้ดูปัญหาตั้งแต่เด็กอนุบาลที่รับข้อมูลหลายชุดแล้ววิเคราะห์ไม่ได้
ที่อิมแพคเมืองทองธานี เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 2 ส.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมรับฟังผลการระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมสร้างประเทศน่าอยู่โดยสถาบันอุดมศึกษา ณ ห้องแซฟไฟร์ชั้น 2 อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้การประชุมระดมความคิดเห็นดังกล่าวมีการประชุมตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังรับฟังรายงานผลการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปและปรองดอง ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดว่าแม้แบ่งกลุ่มแล้วแต่ภารกิจหลัก ความคาดหมาย คาดหวังของสังคมยังคล้ายคลึงกัน และข้อเสนอที่ออกมาสอดคล้องต้องกันในหลายเรื่อง เท่าที่ตนอ่านในรายละเอียดก็ตรงกันในเชิงมาตรการที่ทำให้ตนเบาใจ เพราะถ้าข้อเสนอต่างกันหมดก็คงดีในแง่หลากหลายแต่อาจจะเดินไปข้างหน้าค่อนข้างยาก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาสังคมมีความคาดหวังในมหาวิทยาลัยและมองว่ามหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นองค์กรการศึกษาที่เป็นเหมือนสถาบันชนชั้นนำในเรื่องของความรู้ สังคมจึงมีคิดว่ามีความความพร้อมและความคาดหวังว่าจะขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องมีลักษณะเช่นนั้น เพราะสังคมต้องการองค์กรที่เป็นศูนย์กลางที่นำพาสังคม แต่เมื่อถูกมองแบบนั้นช่องว่างระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสังคมก็เกิดขึ้นเช่นกัน แม้ระยะหลังเห็นชัดเจนว่าสถาบันอุดมศึกษาปรับจากการเป็นการให้การศึกษาสำหรับชนชั้นนำมาเป็นสำหรับมวลชนแล้วโดยสังเกตจากการเติบโตของนิสิตที่เข้าสู่สถาบัน
“จึงเป็นจุดที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่อาจจะลึกซึ้งมากกว่าการมีช่องว่าง เช่น กลายเป็นว่าคนของเราเมื่อเรียนสูงขึ้นแต่กลับมีปัญหาในการกลับไปยังชุมชนและห่างไกลจากรากเหง้าของเขา” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนอยากแบ่งเป็นสองส่วนที่มีความเชื่อมโยงกันคือ 1.การที่สถาบันอุดมศึกษากำลังเข้าไปทำงานในชุมชนมากขึ้น และ 2.ส่วนที่สถาบันอุดมศึกษาสามารถทำได้ในภารกิจหลักของตัวเองที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษาของตัวเองที่ต้องสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อนำสู่การปฏิรูปและปรองดอง
ทั้งนี้ในส่วนแรกตนดีใจที่มองเห็นว่ามีข้อเสนอที่นำสู่การกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือ ข้อแรกการกำหนดการพัฒนาเชิงพื้นที่เรื่องของหนึ่งจังหวัดหนึ่งมหาวิทยาลัยนั้น ตนเห็นว่าขณะนี้เป็นหนึ่งจังหวัดสองมหาวิทยาลัยได้ แต่ตนก็ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องของหนึ่งจังหวัดหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ทำได้แน่นอนเพราะมีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่มีเพียงบางจังหวัดเท่านั้น เช่น จังหวัดระยองที่ตนแปลกใจที่เป็นจังหวัดที่มีความเจริญแต่กลับเป็นช่องว่างในการมีสถาบันอุดมศึกษาอยู่
“ดังนั้นในขั้นแรกสิ่งที่ต้องเร่งทำคือกำหนดให้ชัดเจนว่ามหาลัยวิทยาลัยไหนจังหวัดใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะสำหรับผมถ้าเป็นไปได้ มหาวิทยาลัยที่จะรับผิดชอบพื้นที่ต้องเติบโตจากการเป็นอุดมศึกษาที่ใกล้ชิดกับชุมชน หรือเป็นมหาวิทยาลัยที่พยายามผลักดันตัวเองขึ้นเป็นมหาลัยวิทยาลัยวิจัยที่น่าจะเป็นแม่ข่ายในกลุ่มจังหวัด เพราะตัวกลุ่มจังหวัดมีความสำคัญเชิงพื้นที่ เพราะหลายพื้นที่ต้องเชื่อมโยงด้วยวัฒนธรรมและลุ่มน้ำ คือให้มีหนึ่งมหาวิทยาลัยรับผิดชอบ และมหาวิทยาลัยรองลงมาน่าก็จะช่วยให้การทำงานสมบูรณ์มากขึ้น” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่สอง ในการทำงานในพื้นที่ ชุมชนและแต่ละจังหวัด ตนอยากเห็นการเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น เช่น อปท. อบจ. อบต. เทศบาล หรือการปกครองรูปแบบพิเศษ รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งสภาหอการค้าไทยก็มีการขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปเช่นเดียวกัน ที่มีมอบนโยบายให้กับหอการค้าจังหวัดอยู่แล้ว ดังนั้นมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมได้ดี ให้เป็นเจ้าภาพหลักน่าจะมีเหมาะสม ทั้งนี้ต้องเร่งกำหนดแนวทางโครงสร้าง โดยขอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เร่งนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเป็นมติต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ส่วนที่สองคือกระบวนการที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษาหรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยว่า ประเด็นแรกตนมองว่าการปฏิรูปและการปรองดองจะสำเร็จได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร แต่ความสำเร็จจะอยู่ที่กระบวนการว่าเราจะทำอย่างไรด้วย ตนตั้งความหวังว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะได้มีการฟื้นฟูเรื่องของการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในเรื่องของการพัฒนาและแสดงออกเรื่องของจิตอาสา และช่วงวิกฤติที่ผ่านมีสัญญาณที่ดีที่เยาวชนริเริ่มเองในการมีปฏิกิริยาในการทำกิจกรรมหลายอย่างซึ่งมีรูปแบบเปลี่ยนไป
“สมัยก่อนอาจจะจัดตั้งยึดกับคณะ องค์กรนักศึกษา แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะเป็นเครื่อข่ายที่สร้างบนอินเตอร์เน็ตและสื่อผสมผสาน ซึ่งเป็นข้อดีในการกระตุ้นเรื่องนี้เพื่อนำไปปฏิบัติ ดังนั้นเราต้องคำนึงถึงรูปแบบการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย แม้ธรรมชาติของมนุษย์จะมองบทบาทของคนรุ่นใหม่ว่าจะต้องเหมือนคนสมัยก่อน แต่คนแต่ละรุ่นก็มีวิธีการไม่เหมือน ถ้าเราฝืนมันก็เชื่อมกันไม่ติด บางทีต้องฟังแนวทางของเยาวชนที่มีทั้งสภาเด็กสภานักเรียนที่เกิดขึ้นตามกฎหมายและนโยบาย ถ้าสามารถทำอย่างที่ว่าได้ ถือว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาไปในตัว ที่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องแก้กฎระเบียบอะไรกัน แต่จะเป็นเรื่องที่เกิดจากภายในแต่ละสถาบันเองที่ปฏิรูปได้ด้วยตัวเอง” นายกฯ กล่าว
ในตอนท้ายนายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับการปลูกฝังให้กับนิสิตนักศึกษานั้น จากวิกฤติความขัดแย้งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความบกพร่องทางทักษะของคนในสังคมในเรื่องของการประมวลข้อมูล 1.อาจจะไม่รับข้อมูลรอบด้าน 2.เวลามีข้อมูลหลายชุดก็ไม่สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ที่นำไปสู่ปัญญา แต่ถูกบีบบังคับให้เลือกกระโจนไปในชุดข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง
“ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายให้การศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่เด็กเล็ก ที่จะแก้อย่างไรให้คนของเราเท่าทันและรู้ว่าความสลับซับซ้อนในสังคมสามารถรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายได้ แต่ต้องหาความพอดีและแลกเปลี่ยนได้ด้วยเหตุด้วยผลกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องช่วยให้นิสิตมีความพร้อมในโลกของข้อมูลและข่าวสารที่มีความหลากหลายด้วย” นายกฯ กล่าว



