ไลฟ์สไตล์

“จุรินทร์”ยืนยันไม่ถอนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯถกร่วมสธ.-หมอ-เอ็นจีโอสรุปตั้งคณะทำงาน

“จุรินทร์”ยืนยันไม่ถอนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯถกร่วมสธ.-หมอ-เอ็นจีโอสรุปตั้งคณะทำงาน

02 ส.ค. 2553

“จุรินทร์” ยันไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ชี้บรรจุในเรื่องด่วนวาระ 10 มีเวลาเคลียร์ข้อขัดแย้งฝ่ายหนุน-ค้าน มั่นใจได้ข้อสรุปร่วมก่อนสภาพิจารณากฎหมายนี้ ถกสธ.-หมอ-เอ็นจีโอ สรุปตั้งคณะทำงานร่วม 3 ฝ่ายหาข้อสรุปเบื้องต้นในรายละเอียดร่างพ.ร.บ.ให้เสร็จ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 15.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วมกับผู้แทน 6 สภาวิชาชีพ ได้แก่ แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัดและสภาเภสัชกรรมว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... โดยผู้แทนแต่ละสภาวิชาชีพได้แสดงความคิดเห็นแต่ขอสงวนไม่นำมาเปิดเผย ในส่วนของตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ที่บรรจุในวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมี 7 ร่าง 5 ร่างเสนอโดยพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เสนอโดยภาคประชาชน 1 ร่าง และร่างที่ผ่านมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 ร่าง

 “การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ แม้จะถูกบรรจุไว้ในเรื่องด่วนแต่อยู่เป็นเรื่องด่วนที่ 10 จึงมีเวลาที่ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านจะหารือร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน นำมาสู่การหาข้อสรุปที่ดีที่สุดร่วมกัน หากไม่สามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ในการหารือครั้งแรกก็หารือร่วมกันใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีข้อสรุปร่วมกัน” นายจุรินทร์กล่าว

 ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาการพยาบาลเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ปัญหาที่ยังมีข้อกังวลต้องช่วยกันทำให้เกิดความชัดเจนในรายละเอียด เช่น สัดส่วนของคณะกรรมการ ควรต้องมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ที่จะต้องทำหน้าที่ให้ความเห็นและวิเคราะห์ความเสียหายของโรค และการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งควรจะมาจากสภาวิชาชีพต่างๆ ส่วนประเด็นเรื่องที่มาของกองทุน ควรมีความชัดเจนทั้งในสัดส่วนการจ่ายเงินเข้ากองทุน เพดานการชดเชยค่าเสียหาย ซึ่งหากสามารถปรับแก้ในส่วนที่เป็นกังวลก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้

 “ความกังวลที่เกิดขึ้นควรมีการทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ทุกวิชาชีพได้รับทราบโดยทั่วกันว่า ใครจะมีบทบาทหน้าที่อะไร ซึ่งส่วนของประชาชนก็ต้องมีมาตรการดูแลให้เกิดความพอใจ จะได้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งผู้ให้และรับบริการจะได้ไม่เกิดความทุกข์ แนวทางที่เห็นว่ามีความเป็นไปได้ คือการขยายมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ไม่เฉพาะแต่ผู้ถือบัตรทองและขยายเพดานการชดเชย ก็สามารถทำได้เพราะที่ผ่านมาเคยมีการใช้งบฯ ส่งเสริมสุขภาพดูแลประชาชนคนไทยในทุกสิทธิการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว โดยอาศัยมติบอร์ด และหากใช้การขยายมาตรา 41 ก็มีคณะทำงานในทุกจังหวัดที่จะพิจารณาการชดเชยอยู่แล้ว ถือเป็นทางออกหนึ่งของปัญหา” ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตรกล่าว

 ต่อมาเวลา 19.55 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนเครือข่ายผู้ป่วยและผู้แทน ผู้ให้บริการหรือผู้ดูแลรักษาพยาบาลเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 30 นาทีว่า ที่ประชุมเห็นในหลักการร่วมกัน 3 ข้อ เพื่อให้ทิศทางตรงกัน คือ 1.ต้องมีการช่วยเหลือผู้ได้รับบริการ 2.มีหลักประกันการทำงานของแพทย์อย่างมีความสุข โดยมีมาตรการลดการฟ้องร้อง และ 3.พัฒนาระบบบริการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกลไกในการดำเนินการจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกัน ประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ เครือข่ายผู้ป่วย 8 คน ผู้ดูแลรักษาพยาบาล 8 คน และกระทรวงสาธารณสุข 4 คน ทำหน้าที่หาข้อสรุปในรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.ในประเด็นที่เห็นไม่ตรงกัน โดยมีกำหนดเวลาในการหาข้อสรุปเบื้องต้นให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ เนื่องจากทุกฝ่ายรู้รายละเอียดที่จะต้องมีการหารือร่วมกันอยู่แล้ว จากนั้นจะนำข้อสรุปของคณะทำงานชุดนี้เสนอคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ในวันที่ 3 สิงหาคม ทุกฝ่ายจะเสนอรายชื่อตัวแทนร่วมเป็นคณะทำงานให้แก่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)

 “ผู้ให้การรักษาอาจมีหลายประเด็นที่ต้องการหารือ ส่วนผู้ป่วยมีความตั้งใจ น่าจะทำให้การทำงานต่อไปดี เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันไม่มีผู้ป่วยอยากที่จะฟ้องร้องและอยากเห็นแพทย์ทำงานอย่างมีความสุข” นพ.ไพจิตร์กล่าว