
คันฉ่องและโคมฉาย - ผู้นำกับธรรมะ (๕) มือวางอันดับหนึ่ง
พระอานนท์ : พุทธอุปัฏฐากผู้มีความจำเป็นเลิศ พระอานนท์นั้น ก่อนจะเข้ามาเป็นเลขาฯ ของพระพุทธองค์ได้ทูลขอพรเอาไว้ว่า หากพระองค์เสด็จไปที่ไหนก็ตามแล้วได้แสดงธรรม หากหม่อมฉันไม่ได้เสด็จตามไปด้วย ขอให้พระองค์เสด็จกลับมาแล้วได้โปรดแสดงธรรมให้หม่อมฉันฟังซ้ำอีกสั
เพราะฉะนั้นเวลาเราพลิกอ่านพระไตรปิฎก พระสูตรต่างๆ จะขึ้นต้นด้วยคำว่า เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภควา... ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า... คำว่า ข้าพเจ้าได้ฟัง ก็คือพระอานนท์ พระอานนท์มีความทรงจำดีมาก พระพุทธองค์เทศน์เสร็จ ท่านบันทึกไว้เลยจำได้ทั้งหมด พระไตรปิฎกกว่า ๘๐% มาจากคลังความจำของพระอานนท์ ดังนั้น พระอานนท์จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเป็น ภัณฑาคาริกภิกษุ แปลว่า ภิกษุผู้เป็นขุนคลังแห่งธรรมะ
บางกรณีพระอานนท์ก็ไม่ได้ไปด้วย เพราะการแสดงธรรมในบางสถานที่ก็เป็นความเสี่ยงมีอันตรายถึงชีวิต พระพุทธองค์ตรัสบอกสาวกว่า พวกเธอไม่ต้องไป นี่เป็นเรื่องของฉันกับคู่กรณีเท่านั้น เช่นครั้งหนึ่งทรงเสด็จไปโปรดองคุลิมาล พระอานนท์ไม่ได้ตามไป เพราะอาชญากรโหดโรคจิตฆ่าต่อเนื่องมา ๙๙๙ ศพ ทางการต้องตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมากำราบเขาโดยเฉพาะ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาดูแล้วว่า คนคนนี้ต้องเราเองเท่านั้นจึงจะเอาอยู่ ฉะนั้นพระพุทธองค์บางครั้งก็ต้องเป็นมือวางอันดับหนึ่ง เสด็จไปโปรดองคุลิมาลด้วยพระองค์เองจนสำเร็จแล้วนำมาบวช เหตุการณ์ทั้งหมดซึ่งไม่มีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกไว้ว่า การที่ต้องไปวิ่งแข่งกับองคุลิมาลซึ่งจ้องจะเอาดาบไล่ฟันนั้น เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากแค่ไหนไม่มีใครรู้ กลับมาพระองค์ก็ต้องเล่าให้พระอานนท์ฟังตามพรที่พระอานนท์ขอไว้ ซึ่งพระอานนท์ก็เป็นคนที่มีความจำดีที่สุดสมกับที่ทรงเลือกมาเป็นเลขาฯ ส่วนพระองค์
จะเห็นได้ว่า คุณสมบัติของเลขาฯ ที่ดีนั้น ความจำต้องดี ถ้าเจ้านายมีเลขาป้ำๆ เป๋อๆ โก๊ะๆ เปิ่นๆ ก็ลำบาก อาตมานี่ขึ้นชื่อว่าใช้เลขาฯ เปลืองเหมือนกันนะ สามสี่คนแล้ว เอาใครมาเป็นเลขาฯ ก็เกิดภาวะ ฮิวแมน เออร์เรอร์ เพราะฉะนั้นต้องเลือกให้ดี พระพุทธองค์จึงทรงเลือกพระอานนท์
พระมหากัสสปะ : ผู้นำคณะสงฆ์ชำระพระธรรมวินัย
ต่อมามีพระผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งสำคัญมาก คือ พระมหากัสสปะ ซึ่งเดิมเป็นนักธุรกิจใหญ่ตัดสินใจออกบวชกับภริยาเพราะมองไม่เห็นประโยชน์จากการครองเรือน เจอกันครั้งแรกพระพุทธองค์ทรงถอดผ้าสังฆาฏิของพระองค์มอบให้เลย แล้วทรงรับผ้าสังฆาฏิของพระมหากัสสปะนั้นมาพาดบนบ่าของพระองค์
หลังพุทธปรินิพพาน เกิดความเปลี่ยนแปลงในคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ นั่นคือบ้านที่ขาดผู้นำครอบครัวมันก็หวั่นไหว ประเทศที่ขาดพระราชาธิบดีประชาชนก็ขวัญหนีดีฝ่อ สังฆมณฑลเมื่อขาดพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเป็นพระบรมศาสดาพระสงฆ์ก็แตกกัน ตอนนั้นทำท่าว่าจะแตกกันเป็นเสี่ยงๆ เพราะความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน มีการกล่าวจ้วงจาบหยาบร้ายพระพุทธองค์ว่า เสด็จนิพพานไปก็ดีแล้วทีนี้เราอยากจะทำอะไรก็จะได้ทำได้ จากนี้เราสบายแล้ว อิสรภาพเกิดขึ้นแล้ว มีภิกษุรูปหนึ่งพูดเช่นนี้ขึ้นท่ามกลางสงฆ์
พระมหากัสสปะซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เคยแลกสังฆาฏิด้วยก็อยู่ในสมาคมนั้น คิดขึ้นมาว่า โอตายล่ะ พระบรมศพยังไม่ทันได้ถวายพระเพลิงเลยก็ยังมีพระภิกษุสงฆ์คิดถึงกันขนาดนี้ ทิ้งเอาไว้อย่างนี้สังฆมณฑลก็คงจะปั่นป่วน เพราะพวกอลัชชีมีมาก พวกนี้กายบวชแต่ใจไม่บวช เข้ามาแล้วไม่เพียงแต่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยยังจะพาให้คนอื่นเกเรนอกลู่นอกรอยอีกด้วย เมื่อแรกออกอุปสมบทนั้นได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงแลกสังฆาฏิกับเรา หรือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทรงปรารถนาจะให้เราเป็นผู้นำคณะสงฆ์ในการชำระพระธรรมวินัย เอาล่ะเมื่อเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงขนาดนี้ แล้วเราจะปล่อยให้สังฆมณฑลเสื่อมไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ในที่สุดพระมหากัสสปะจึงได้เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ รวบรวมพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ทั้งหมดแล้วจัดให้เป็นหมวดหมู่ เรารู้จักกันในทุกวันนี้ว่าพระไตรปิฎก จะเห็นได้ว่า การมอบสังฆาฏิให้ครั้งเดียว แล้วเหตุการณ์นั้นเกิดในยุคต้นของพระองค์ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ มีผลต่อเนื่องมาจนถึงหลังจากที่พระพุทธองค์นิพพานไปแล้ว
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า พระพุทธองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ พระราชวิสัยทัศน์ พระพุทธวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกลว่าในอนาคต คนคนนี้จะช่วยได้ เห็นไหมว่าผู้นำต้องรู้ว่าจะใช้ใครเพราะพระมหากัสสปะรูปนี้เป็นผู้ที่มีอายุมาก ล่วงกาลผ่านวัยมามากมาบวชในยุคต้นๆ เมื่อรับหน้าที่เป็นผู้นำ เวลาพูดอะไรขึ้นมาก็จะได้รับความน่าเชื่อถือ อาวุโสสูงสุด ความรู้ความสามารถสูงสุดเป็นพระอรหันต์ก่อนใครเพื่อนและอายุจะยืนถึง ๑๒๐ ปี นี่แค่สองท่านนี้ คือ พระอานนท์ และพระมหากัสสปะก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พระพุทธองค์ทรงรู้จักใช้คนมากเพียงใด
"ว.วชิรเมธี"



