
กศน.แนะผู้จัดศูนย์ตปท.กระตุ้นเยาวชนรักไทย
กศน.อบรมพัฒนาบุคลากรผู้จัดศูนย์การเรียน กศน.ในต่างประเทศ หวังลูกหลานไทยในต่างแดนรักความเป็นไทย
(2ส.ค.) ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาหลักสูตร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการอบรมพัฒนาบุคลากรผู้ดำเนินงานศูนย์การเรียน กศน.สำหรับคนไทยในต่างประเทศ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 6 สำนักงาน กศน.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา หลอมรวม และสืบทอดความรู้ โดยเฉพาะสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยให้ลูกหลานไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศได้มีโอกาสเรียนรู้ เป็นสายใยเชื่อมโยงความผูกพัน
ที่จะทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนชาวไทยเหล่านี้นำความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้จากวิถีชีวิตในต่างประเทศ กลับมาร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุดหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป การที่มีผู้อุทิศตนเป็นอาสาสมัครร่วมดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่คนไทยในต่างประเทศนั้น
ถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาและผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งในลักษณะของการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง (หลักสูตรระยะสั้น) และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีกลุ่มเป้าหมายคนไทยในต่างประเทศ ที่แตกต่างหลากหลาย เช่น แรงงานไทย คนไทยที่ไปมีครอบครัวในต่างประเทศ คนไทยที่ไปศึกษาศาสนาอิสลาม หรือแม้แต่เด็กลูกครึ่งไทยในต่างประเทศ
จะเห็นได้ว่าภารกิจของ กศน.ไม่เพียงแต่จะจัดการศึกษาให้คนได้มีวุฒิบัตรการศึกษาเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์ที่จะให้คนเกิดการเรียนรู้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคมและชุมชน ที่ตนอาศัยอยู่ ในส่วนของคนไทยในต่างประเทศ กศน.ยังหวังว่าความรู้ที่จัดให้จะยังสามารถทำให้คนไทยสามารถดำรงชีวิตอยู่ในต่างประเทศ สามารถเป็นประชากรที่มีคุณภาพและเป็นตัวแทนที่น่าชื่นชมของประเทศไทยได้ และในการจัดการศึกษาไม่ว่าจะเป็นในหรือต่างประเทศ ต้องใช้แนวทางและมาตรฐานเดียวกัน คุณภาพผู้จบการศึกษาต้องเท่าเทียมกันไม่ว่าจะจัดที่ประเทศใดก็ตาม
ดร.ชัยยศ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.) จึงต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยงานแกนกลางในการประสานงานและสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตแก่คนไทยเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ชัยยศ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการจัด กศน.ในต่างประเทศจะมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ภาษาไทย และการเรียนให้จบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่เมื่อมีประกาศใช้หลักสูตร กศน. พ.ศ. 2551 การจัดการศึกษาสำหรับคนไทยในต่างประเทศ น่าจะต้องแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยวิธีเรียนทางไกล โดยผู้เรียนต้องปฏิบัติตามกรอบกติกาที่สถาบันการศึกษาทางไกลกำหนด อีกกลุ่มหนึ่งคือเรื่องของการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ ศกพ.กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตร คาดว่าจะนำมาใช้ได้เร็วๆ นี้ คือ “หลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมไทย ระดับต้น-กลาง-ปลาย”นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรระยะสั้น ที่จัดขึ้นตามความสนใจของผู้เรียน โดยเน้นเชื่อมโยงความเป็นไทย เช่นศิลปะการแกะสลักผักผลไม้แบบไทย เป็นต้น
ด้าน ดร.มาริสา โกเศยะโยธิน ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.) กล่าวว่า ศกพ.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่คนไทยในต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน องค์กร มูลนิธิ รวมทั้งวัดไทยในต่างประเทศ เข้าร่วมดำเนินงานกับ กศน. ขอจัดตั้งศูนย์การเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในประเทศต่าง ๆ รวม 21 ประเทศ 37 ศูนย์การเรียน ดำเนินภารกิจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาต่อเนื่อง ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.)
ในการดำเนินการที่ผ่านมา ศกพ.ได้สื่อสารและประสานงานกับศูนย์การเรียนผ่านหลายช่องทาง ทั้ง Internet โทรศัพท์ โทรสาร ทั้งยังมีการจัดทำเอกสารคู่มือดำเนินงาน และแต่งตั้งผู้ประสานงานระหว่างศูนย์การเรียนกับ ศกพ. เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ แก่ศูนย์การเรียน แต่ด้วยข้อจำกัดของระยะทาง ทำให้ยังมีปัญหาด้านการสื่อสารอยู่บ้าง ต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในหลายเรื่อง ประกอบกับในภาคเรียนที่ 1/2553 สำนักงาน กศน. ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นผลให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.ทุกแห่งจะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรด้วยเช่นกัน
ดร.มาริสา กล่าวด้วยว่า ศกพ.จึงดำเนินการจัดการอบรมพัฒนาบุคลากรผู้ดำเนินงานศูนย์การเรียน กศน. การจัดการศึกษาต่อเนื่อง การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเงิน การบริหารจัดการ ความรู้เสริมทักษะการจัดการเรียนการสอน และการศึกษาดูงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย มีผู้แทนจากศูนย์การเรียนสมัครเข้ารับการอบรมครั้งนี้จาก 17 ประเทศ 23 ศูนย์การเรียน รวม 31 คน คาดว่าเมื่อได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจากการอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์การเรียน กศน.ทุกประเทศ มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระและแนวทางการทำงานที่ถูกต้องชัดเจนตรงกัน นำไปสู่การจัด กศน.แก่ลูกหลานไทยในต่างประเทศอย่างมีคุณภาพต่อไป



