ไลฟ์สไตล์

คปส.หนุนร่างจัดสรรคลื่นฯฉบับส.ส.ค้านส.ว.

คปส.หนุนร่างจัดสรรคลื่นฯฉบับส.ส.ค้านส.ว.

01 ส.ค. 2553

มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมหนุนร่างจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับ ส.ส. ค้านฉบับ ส.ว. ติงนำสีเขียวร่วมองค์กรอิสระไม่โปร่งใส - ขวางการปฏิรูปสื่อ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 1 ส.ค. อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ได้มีจัดแถลงข่าว “ ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ ฉบับทหาร ’ ตอบโจทย์การปฏิรูปสื่อ? หรือเพื่อความมั่นคง ” โดยนาย สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการ คปส. กล่าวว่า ที่มีการผ่านมาได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เป็นระยะเวลา 60 วัน   ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้มีการปรับแก้ 3 ประเด็นหลัก ขณะเดียวกันนาย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เร่งผลักดัน ทั้งนี้เนื้อหาสาระที่สมาชิกวุฒิสภาเพิ่มเข้ามาในร่างกฎหมายมีปัญหานั้น ประกอบด้วย

1.การเพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบให้กับฝ่ายความมั่นคงเข้ามาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระหรือ กสทช. 2.การเพิ่มหลักประกันการถือครองคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ให้กับฝ่ายความมั่นคง ที่ไม่มีเกณฑ์ชี้ชัดมากน้อยขนาดไหน 3.การขยายเวลาให้รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมให้กับทาง กสท.และทีโอทีจาก 1 ปีเป็น 3 ปีที่ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล และ 4.เป็นเรื่องที่องค์กรผู้บริโภครู้สึกกังวลที่ต้องเห็นการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค  

 นายวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่า ในส่วนของเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่เกี่ยวกับวิทยุชุมชน ทางกลุ่มวิทยุชุมชนมีความต้องการให้คลอดพ.ร.บ.ออกมาเพื่อให้มีองค์กรอิสระมากำกับดูแลสถานีวิทยุชุมชนแล้วมีความชอบตามกฎหมาย ที่ผ่านมาการดำเนินการของวิทยุชุมชนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กทช.) โดยที่กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งก็บอกว่า ไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้มากมาย คงต้องรอ กสทช.เพื่อมาดูแลโดยตรง ในมาตราอื่นๆ ต้องยอมรับว่า เห็นด้วยในเนื้อหาสาระหลายมาตราของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ แต่สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยคือการได้มาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช.ที่มีสัดส่วนจากตัวแทนจากสายวิชาชีพ เช่น สายวิทยุ-โทรทัศน์ สายวิชาการ สายกฎหมาย สายเศรษฐศาสตร์ สายคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมประมาณ 11 คน ที่เป็นร่างที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเรียบร้อยแล้ว

 “ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ผ่านการพิจารณาจากสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของตัวแทนจากภาคความมั่นคงที่มีส่วนได้เสียมีจำนวนเพิ่มเข้ามาอีก 4 ท่าน รวมเป็น 15 ท่าน เรารู้สึกเป็นกังวลว่า องค์กรที่ตั้งขึ้นมาจะไม่มีความเป็นอิสระจริงๆ เพราะการมีหน่วยงานความมั่นคงเข้ามาแล้วกฎหมายเขียนว่า ต้องมีการจัดสรรคลื่นให้กับงานด้านความมั่นคงอย่างเพียงพอที่ไม่บอกว่าเท่าไร ตรงนี้จะทำให้กังวลได้จะมีปัญหาเช่นที่เคยเกิดในอดีต เนื่องจากหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลจัดสรรคลื่นความถี่ไม่เป็นอิสระ ทำให้การปฏิรูปสื่อไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ” นายวิชาญ กล่าวและว่า สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ขอเสนอว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่น่ามีส่วนเข้ามากำกับดูแลเรื่องนี้ เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีส่วนที่จะได้รับการนำไปใช้สำหรับบริการเหมือนกัน ซึ่งการที่มีการกำหนดให้มีตัวแทนความมั่นคงเข้ามาในสัดส่วนที่มากเช่นนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียกับ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ อย่างไรก็ตามร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ผ่านการพิจารณาจากสมาชิกวุฒิสภา ได้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับภาคประชาชนไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ระบุเอาไว้ในมาตรา 49 นับว่า เป็นเรื่องที่ดี  

 ด้านน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปสื่อ ( คปส.) และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย กล่าวว่า ตนขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของทาง ส.ส.   เพราะมีการออกแบบเอาไว้ค่อนข้างดีมากเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปสื่อ ซึ่งไม่มีกรรมการที่มีส่วนได้ส่วนเสียตัวแทนของภาครัฐเข้ามามีส่วนเป็นองค์กรอิสระ    ขณะเดียวกันไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านกับร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของทางสมาชิกวุฒิสภา ที่มีการให้หน่วยงานความมั่นคงเข้ามาร่วมเป็น กสทช. ตรงถือเป็นการป้องผลประโยชน์ของฝ่ายราชการ ฝ่ายกองทัพ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปสื่อและเป็นปัญหาใหญ่มากๆ หาก ส.ว.ไม่แก้ไขตรงนี้ จะเป็นปัญหาอุปสรรคใหญ่ในการปฏิรูปสื่อ ดังนั้นเห็นว่า น่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อยืนยันร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของสภาผู้แทนราษฎร

 “ส.ว.แก้หลักการ เสนอเพิ่มตัวแทน กสทช. จากสายความมั่นคง เข้ามาเป็นตัวแทนองค์กรอิสระ หรือเป็นแค่การเข้ามาป้องผลประโยชน์ของกองทัพหรือปล่าว หากเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่การปฏิรูปสื่อจะไม่สำเร็จ ดังนั้นการเสนอตั้งกรรมาธิการร่วม เราต้องการให้ ส.ส.ยืนยันร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของตัวเอง ถ้า ส.ส.ประนีประนอมกับร่างพ.ร.บ.ของทางสว. ย่อมจะเข้าข้อครหาที่ว่า รัฐบาลเป็นใจให้กับฝ่ายมั่นคงหรือกระทรวงกลาโหมที่เป็นเจ้าของสถานีวิทยุเอฟเอ็ม และวิทยุเอเอ็ม กว่า 224 สถานี และยังกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 7 ถือว่า มีคลื่นความถี่มากที่สุดในประเทศแล้ว     ซึ่งของทางต่างประเทศเอง เขาก็ไม่มีการให้ตัวแทนจากทหารเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วย ”   รองประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปสื่อ กล่าวและว่า

ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ของสมาชิกวุฒิสภา ได้มีการไปแก้ไขร่างในมาตรา 78 ที่เขียนไว้ว่า หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต้องมีการปฏิรูป เช่น ทีโอทีและการสื่อสาร ที่หน่วยงานมีรายได้จากค่าสัมปทานจากมือถือจาก เอไอเอส ทรู และดีแทค   แต่ค่าสัมปทานกลับไม่ได้เข้าคลังโดยตรงเพื่อนำมาใช้ในการบริหารประเทศ เรื่องนี้เห็นว่า ทางทีโอทีหรือแคทต้องเลือกว่า จะเป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเพื่อที่จะได้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีจริงจังต่อไป เพราะอนาคตการสัมปทานในประเทศไทยจะหมดไป ดังนั้นทางทีโอทีหรือแคทต้องเลือกว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ