
ก๊าซเหลว LNG
เป็นข่าวในแวดวงพลังงานกันมาได้สองสามสัปดาห์ที่ ปตท.เจ้าเก่าจะเป็นผู้นำเข้าก๊าซเหลวหรือ LNG เข้ามาใช้งานในบ้านเรา หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า LNG เป็นก๊าซตัวใหม่หรือ ? และเมื่อนำเข้ามาแล้วถ้าจะนำไปใช้กับรถยนต์จะได้หรือไม่ หรือจะมีปัญหาอะไรบ้างไหม
วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำเรื่องก๊าซเหลว LNG มาบอกกล่าวให้รู้เรื่องกันพอสังเขป ก็ต้องย้อนกล่าวไปถึงเรื่องก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการขุดเจาะทั้งใต้ทะเลและบนบก ถ้าเอาแกลลอนสักหนึ่งลิตรตักเอาก๊าซธรรมชาติที่ได้ขึ้นมาตรวจดู จะเห็นว่าก๊าซหนึ่งลิตรนั้นจะเป็นก๊าซมีเทน (Methane CH4) ไปประมาณร้อยละ 87 ส่วนที่เหลือที่ผสมอยู่จนเต็มลิตรนั้นก็จะมีก๊าซอีกหลายตัว ที่โรงแยกก๊าซสามารถจะแยกเอาไปใช้งาน�ทั้งในเชิงพาณิชย์และการอุตสาหกรรมได้มากมายเช่น Propane, Butane, CO2, Ethane etc ก๊าซธรรมชาติที่แยกออกมานี้ถ้าส่งออกไปขายโดยส่งไปตามท่อจะเรียกว่า Sales gas หรือ PNG Pipe Natural Gas
�หรือถ้าจับเอาโพรเพนกับบิวเทนมาผสมกันในอัตราส่วนที่พอเหมาะเช่น 60:40 หรือ 70:30 แล้วบรรจุลงในถัง ก็จะกลายเป็นก๊าซหุงต้มหรือก๊าซ LPG (Liquefied Natural Gas) ที่เรารู้จักกันดี ก๊าซมีเทนที่เหลือ เมื่อนำมาอัดด้วยแรงดันสูงบรรจุเข้าไว้ในถังที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษที่ทนแรงดันได้มากกว่า 200 บาร์ (200 เท่าของแรงดันบรรยากาศรอบตัวเรา) ก็จะถูกเรียกว่าก๊าซ CNG (Compressed Natural Gas) ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ทุกชนิดในบ้านเราที่ถูกเรียกกันว่า NGV (Natural Gas for Vehicle) ก๊าซมีเทนที่ถูกนำมาอัดเข้าถังแม้จะสะดวกในการใช้งานและการขนส่ง แต่ก็ยังถือว่าไม่สะดวกมากนักกับการขนส่งเพราะได้ปริมาณครั้งละไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ต้องการในการนำไปใช้ทำเชื้อเพลิง
�การนำมีเทนหรือก๊าซธรรมชาติมาทำให้เป็นของเหลวโดยการใช้ความเย็นที่ ลบ 162 องศาเซลเชียส หรือที่ลบ 260 องศาฟาเรนไฮต์นั้น จะทำให้ได้ปริมาตรที่มากขึ้นถึง 600 เท่า (มีเทนก๊าซ 600 ลิตรเมื่อทำเป็นของเหลวที่อุณหภูมิดังกล่าวจะเหลือเพียง 1 ลิตร) ก็จะได้เป็นก๊าซเหลวที่เรียกว่า LNG- Liquefied Natural Gas ทำให้สะดวกในการขนส่งไปยังแหล่งที่ต้องการใช้งาน ถ้ามองกันแค่นี้ก็ไม่น่ายากที่จะทำให้เกิดขึ้น และ ปตท.ควรจะทำมาตั้งนานแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นกระบวนการที่จะทำให้ก๊าซธรรมชาติเป็นก๊าซเหลวนั้นไม่ยาก ความยากอยู่ตรงที่ว่า ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทนอยู่ร้อยละ 87 นั้น ถ้าจะนำมาทำเป็น LNG ที่มีคุณสมบัติตามที่ผู้ใช้ต้องการนั้น จะต้องแยกเอาเพียงแต่ก๊าซมีเทนให้ได้ความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 95� ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่จะนำ LNG มาใช้เป็นเชื้อเพลิงนั้นจะใช้ก๊าซที่ได้ (มี) ค่าความร้อนที่ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับประเภทของงานหรืออุตสาหกรรมที่ใช้ แต่มีเทนที่บริสุทธิ์นี้จะมีค่าความร้อนที่คงที่ ผู้สั่งหรือผู้ซื้อจะต้องแจ้งไปยังผู้ขายว่าต้องการ LNG ที่มีค่าความร้อนเท่าใด
ตัวอย่างเช่นโรงแยกก๊าซหรือผู้ผลิต LNG (รายใหญ่สุดคือประเทศกาตาร์ ผู้ซื้อรายใหญ่สุดคือญี่ปุ่น) ผลิต LNG ได้ค่าความร้อนออกมาเป็น 100 บีทียู แต่อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นต้องการ LNG ที่มีค่าความร้อน 110 บีทียู ผู้ผลิตก็จะเติมก๊าซโพรเพนเข้าไปตามอัตราส่วนที่เหมาะสมจึงจะได้ค่าความร้อนที่ญี่ปุ่นต้องการ
หรือในทางกลับกัน ปตท.ของเราต้องการ LNG ที่มีค่าความร้อนเพียงแค่ 90 บีทียู ผู้ผลิตก็จะเติมบิวเทนลงไปตามอัตราส่วนเพื่อให้ได้ค่าความร้อนที่ ปตท.ต้องการ LNG ที่ได้ค่าความร้อนตามที่ต้องการแล้วจึงเข้ากระบวนการทำให้เป็นของเหลว ก็จะทำการขนส่งด้วยเรือหรือยานพาหนะอื่นๆ ที่ควบคุมความเย็นให้คงที่ที่ลบ 162 องศา เข้าสู่สถานีรับก๊าซที่ต้องถูกสร้างให้สามารถกักเก็บก๊าซเหลวที่อุณหภูมิติดลบได้ตลอดเวลา เมื่อจะนำไปใช้งานก็จะผ่านกระบวนการทำให้เป็นก๊าซเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการใช้งานต่อไป
ปตท.ประกาศมาชัดเจนแล้วว่า ปีหน้า 2554 เราจะได้ใช้ก๊าซ LNG กันอย่างแน่นอน แต่การนำมาใช้งานนั้นในเบื้องต้นคงจะใช้กับภาคอุตสาหกรรมกันไปก่อน ยังไม่มีรายละเอียดถึงความคืบหน้าที่จะนำ LNG� มาใช้กับรถยนต์
�อย่างไรก็ตาม LNG ก็คือ NGV ที่อยู่กันคนละสถานะเท่านั้น เมื่อใดที่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้งานในภาคขนส่งหรือในรถยนต์ ก็สามารถที่จะนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงเสริมแต่อุปกรณ์ชิ้นส่วนใดๆ ในรถยนต์ เพราะเมื่อจะนำมาใช้ในรถยนต์ สถานีเติมก๊าซจะต้องเปลี่ยนสถานะของ LNG ให้เป็น NGV เสียก่อนจึงจะเติมเข้าไปในถังบรรจุก๊าซในรถยนต์ได้ ผู้ใช้รถน่าจะได้รับผลดีจากการใช้ LNG มากขึ้น เพราะ LNG เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีความบริสุทธิ์ของมีเทนมากกว่าที่มีอยู่ใน NGV ของบ้านเราในปัจจุบัน
�สบายใจหายห่วงได้ครับ ในอนาคตเราจะมีพลังงานจากก๊าซที่นำมาใช้งานที่สะอาดและบริสุทธิ์กว่าที่มีในปัจจุบัน
�



