
พอแล้วรวย - ปู่เย็นแห่งแม่น้ำแคว เศรษฐีในเรือนยาจก
หลังเสร็จสิ้นภารกิจประชุมเครือข่ายที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกสองเดือนที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ กาญจนบุรี อาจารย์ยักษ์ถือโอกาสนั่งเรือเล็กข้ามเขื่อนท่าทุ่งนาแห่งลำน้ำแควใหญ่ เป้าหมายคือกระต๊อบเล็กๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เฒ่านาม ปู่เย็น ภายใ
เสียงทักทายแขกผู้มาเยือนบอกลักษณะนิสัยว่า ปู่เย็น เป็นผู้เฒ่าใจดี โอบอ้อมอารี แต่สิ่งที่ผู้มาเยือนต้องสะดุดตาคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของ “ในหลวง” ที่ติดอยู่แทบจะทุกอณูของพื้นที่ บางภาพตัดจากหนังสือพิมพ์ บางภาพจากปฏิทิน บางภาพเป็นภาพที่ยังทรงพระเยาว์ บางภาพถ่ายคู่กับสมเด็จย่า บางภาพถ่ายกับพระราชินี
ปู่เย็นเล่าว่า ไปที่ไหนถ้าเห็นใครมีรูปของ “ในหลวง” ก็จะขอ จึงไม่แปลกที่กระต๊อบของปู่เย็นถูกประดับประดาด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านเต็มพื้นที่
ความรักและความรู้สึกเทิดทูนที่มีต่อ “ในหลวง” ของปู่เย็น ทำให้อาจารย์ยักษ์ต้องนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดกรอบอย่างดีติดตัวไปด้วยให้เป็น “ของฝาก” แด่พสกนิกรที่จงรักภักดีผู้นี้
เมื่อผู้มาเยือนทักทายด้วยคำถามเชิงหยอกเย้าว่า “รู้จักปู่เย็นที่แม่น้ำเพชรบุรีหรือเปล่า” ปู่เย็นผู้นี้ตอบพร้อมสั่นหัวว่า ไม่รู้จัก เพราะไม่มีทีวีดู ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกเลย
ปู่เย็นแห่งแม่น้ำแควผู้นี้อาศัยอยู่กับแม่เฒ่าคู่ชีวิต ที่ตอนนี้เป็นอัมพาตครึ่งซีก ลุกเดินไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ยังบากบั่นทำมาหากินเลี้ยงชีพ ไม่เกี่ยงงานเล็กงานน้อย ปู่เย็นจะเป็นคนหาผัก หาของป่า ข้ามฟากมาขายให้คนในรีสอร์ทฝั่งตรงข้ามได้เงินเล็กๆ น้อยๆ พอประทังชีวิต ขณะที่แม่เฒ่าก็จะผ่าไม้ไผ่ทำรั้วไม้ซีก ขาย 80 ท่อน 14 บาท
ปู่เย็นบอกว่าที่อยู่ได้เพราะวันๆ แทบไม่ได้กินใช้อะไร ข้างๆ กระต๊อบมีเจ้าทุยอยู่ 4 ตัว ก็ได้อาศัยขี้เจ้าทุยที่คนรีสอร์ทจะมาขอซื้อเพื่อไปทำปุ๋ย
การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ แม้กินเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ปรัชญาการใช้ชีวิตและความคิดของปู่เย็นนั้นหลักแหลม ลึกซึ้ง บางคนใช้เวลาชั่วชีวิตก็เรียนไม่ได้
ปู่เย็นเล่าถึงช่วงหนึ่งของอดีตให้ฟังว่า “เคยถูกตำรวจแกล้งจะมาจับหาว่าทำผิดกฎหมายเพราะมีกัญชานิดเดียว ชาวบ้านไหนๆ ก็มีกัน เอาไว้ใส่กับข้าว เขาว่าผิดกฎหมายต้องติดคุก มีคนมาติดต่อวิ่งเต้นว่าไม่ต้องติดคุกก็ได้แต่ต้องเสียเงิน ตอนนั้นยายเขากลัวมาก เพราะยังต้องทำงาน เขาเรียกมาเป็นหมื่น เงินก็ไม่มี ในที่สุดยายก็ตัดสินใจขายควายถึง 12 ตัวจึงได้เงินหมื่นมาให้เขา” ปู่เย็นสะท้อนถึงความไม่รู้ที่มักถูกความอยุติธรรมรุกราน โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นคนยากคนจน
“แล้วปู่เย็นเสียใจไหม” “โอ๊ยจะเสียใจไปทำไม เทวดาไม่ได้นอนหงายนะ เทวดานอนคว่ำ”
“เทวดาไม่ได้นอนหงายนะ เทวดานอนคว่ำ” ช่างเป็นคำพูดที่สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อกฎธรรมชาติที่คนยุคนี้แทบลืมไปแล้ว “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านรู้ว่าใครทำอะไร คนที่ทำชั่วถึงเวลาก็จะได้รับผลกรรมชั่วนั้นเอง เราไม่ต้องไปเคียดแค้นพยาบาทเขาหรอก”
ท่ามกลางการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด มีวิถีการดำรงตนที่ทำร้ายโลกใบนี้น้อยที่สุด ดูภายนอกยากจนที่สุด แต่ภายในจิตใจของผู้เฒ่าผู้นี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วย “ความร่ำรวยแห่งคุณธรรม” ที่แทบหาไม่ได้แล้วในคนยุคสามจีในปัจจุบัน ทำให้อาจารย์ยักษ์นึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า “เมื่อเราพอ เราก็จะไม่ยากจน” ปู่เย็นผู้นี้จึงเป็นตัวแทนของคำว่า “พอแล้วรวย” อย่างแท้จริงและยังเป็นตัวแทนสะท้อนคำโบราณที่ว่า
“ถ้ารู้จักพอ จะเป็นเศรษฐีในเรือนยาจก ถ้ามีแต่ความงก จะเป็นยาจกในเรือนเศรษฐี” ได้เป็นอย่างดี !
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"
[email protected]



