
ยึดหลัก 3 ประการสู่ "เกษตรอินทรีย์" ต้นแบบความสำเร็จเกษตรตัวอย่าง
พลันที่รัฐบาลประกาศนโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้หลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งเดินหน้าสนับสนุนโครงการเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกระแสความตื่นตัวด้านอาหารปลอดภัย (ฟู้ด เซฟตี้) ของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช
กว่าจะถึงวันนี้การเดินทางเข้าสู่สายเกษตรอินทรีย์ของผู้ใหญ่คำนึงนั้น ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานัปการ หลังจากเริ่มทำสวนทุเรียนในปี 2520 บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ก็ใช้สารเคมีทางด้านการเกษตรและปุ๋ยเคมีมาโดยตลอด จนในปี 2534 เริ่มเกิดวิกฤติการณ์การใช้สารเคมีทางการเกษตรถึงจุดอิ่มตัว ตลาดรองรับผลผลิตโดยเฉพาะตลาดส่งออกเริ่มเข้มงวดกับสารเคมีที่ปนเปื้อนและตกค้างในผลผลิต ส่งผลให้ในปีนั้นขาดทุนไปมาก พอหลายครั้งก็เริ่มเข้าเนื้อและเจ็บตัวไปตามๆ กัน
"จุดที่ทำให้ผมตัดสินใจหันเหเข้าสู่รูปแบบเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัวก็คือการได้เห็นรูปแบบการทำเกษตรของจีนแบบธรรมชาติ ถึงแม้จะเป็นประเทศผู้ผลิตปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรรายใหญ่ แต่เกษตรกรบ้านเขากลับไม่เลือกใช้ของที่เขาผลิตขึ้นมาเอง แล้วเหตุใดเราถึงต้องใช้ของเหล่านี้ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ตั้งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าข้อมูลพร้อมกับปรับปรุงสวนที่มีอยู่อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยึดแนวทางการปฏิบัติแบบในจีนเป็นตัวอย่าง" ผู้ใหญ่คำนึงเผยถึงเหตุผลการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำสวนจาการใช้สารเคมีสู่เกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว
เจ้าของสวนผลไม้อินทรีย์คนเดิม ระบุอีกว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยมักใจร้อนคิดว่าการทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลานาน เห็นผลไม่ทันใจ ที่จริงไม่ใช่ การทำเกษตรอินทรีย์ดีอย่างไร ประการแรก ปริมาณการใช้ปุ๋ยในทิศทางตรงกันข้าม คือการใช้ปุ๋ยเคมีมักจะเริ่มต้นจากปริมาณที่น้อย แต่มักจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกๆ ปี แต่สำหรับปุ๋ยอินทรีย์นั้นในช่วง 1-3 ปีแรกต้องใส่ในปริมาณที่มากประมาณ 40 กิโลกรัมต่อต้น แต่เมื่อพ้น 3 ปีแรกก็จะลดปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ลดเหลือ 30 กิโลกรัมต่อต้น
"สุรัตน์ อัตตะ"



