
ห้องปฏิบัติธรรมที่สนามบิน
เพิ่งผ่านสนามบินนานาชาติที่เชียงใหม่มาหยกๆ ตอนนี้มีการขยายอาคารให้กว้างขึ้น แต่ป้ายที่ติดบอกทางให้ผู้โดยสารนั้น ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับผู้โดยสารนานาชาติเป็นหลัก มีแต่ป้ายบอกทางเพื่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่ไม่มีป้ายบอกทางผู้เดินทางในประเทศ ตรงนี้ก็เข
ที่พัฒนาอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม คือห้องละหมาด และห้องปฏิบัติธรรม ตอนที่เปิดสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ๆ จำได้ว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.๒๕๔๙) และได้ปรารภกับท่านว่า มีห้องละหมาดให้ชาวมุสลิม แต่ไม่ยักมีห้องปฏิบัติธรรมให้ชาวพุทธที่มีศาสนิกจำนวนเป็นส่วนมากของประชากรไทย
ที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ มีห้องละหมาดและห้องปฏิบัติธรรมอยู่คู่กันเลย ห้องกว้างประมาณ ๓ เมตร และลึกประมาณ ๘ เมตร ใช้คำว่าประมาณ โดยการลองก้าวยาวๆ ดู ก้าวหนึ่งประมาณว่า ๑ เมตร สำหรับในห้องของพุทธนั้น ภาษาอังกฤษใช้ว่า Buddhist prayer room
รู้สึก กระดักกระเดิดเล็กน้อย เพราะในพุทธศาสนา อย่างน้อยตามหลักวิชาการฝ่ายเถรวาทนั้น เราไม่มี prayer ซึ่งหมายถึงการสวดอ้อนวอนอย่างศาสนาคริสต์ แต่เจ้าหน้าที่สนามบินที่ดูแลเรื่องสถานที่ คงจนใจไม่รู้จะใช้คำว่าว่าอะไร เพราะของศาสนาอิสลามนั้น เขาใช้ห้องละหมาดเพื่อการสวดมนต์ ถ้าชาวพุทธสวดมนต์น่าจะเป็น chanting มากกว่า pray ตรงนี้อยากจะฝากความไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสนามบินนานาชาติที่เชียงใหม่ด้วย เพราะที่เชียงใหม่ก็มีชาวต่างชาติที่เป็นชาวพุทธที่ผ่านเข้าผ่านออกอยู่มากเหมือนกัน
ในห้องปฏิบัติธรรมนี้ กั้นเป็นสองส่วน โดยใช้บังตาเป็นไม้ไผ่สาน ดูเบาและโล่ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า มีการแบ่งเนื้อที่การใช้งานจริงๆ
ส่วนด้านในติดผนังที่เป็นกระจกทั้งหมด มีโต๊ะหมู่บูชา เป็นไม้ทาแชลแล็คสีเนื้อไม้เข้ม ไม่แกะสลัก พระพุทธรูปเป็นพระพุทธรูปแบบสมัยเชียงแสน พระพักตร์และรูปทรงงดงาม ขนาดหน้าตักประมาณ ๑ คืบ ธูปไฟฟ้าปักอยู่ ๓ ดอก เบื้องหน้าโต๊ะหมู่และพระประธานสมัยเชียงแสนที่ว่านี้ มีเบาะรองนั่งเพื่อให้สวดมนต์และทำสมาธิได้เป็นอย่างดี
ขอขอบคุณ ท่านที่ดูแลงานตรงนี้ ที่ลงรายละเอียดได้อย่างลงตัว
"ธัมมนันทา"



