
รัฐเร่งสางปมคลื่น2จีก่อนสิ้นปีเอกชนข้องใจประชาชนได้อะไร
ท่ามกลางความสับสนระหว่างการเดินหน้าเปิดประมูลคลื่น 3 จีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และแนวคิดในการแปรสัญญาสัมปทาน 2 จี เป็นใบอนุญาต (ไลเซนส์) ของกระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงไอซีทีนั้น
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น จัดเสวนาโต๊ะกลมแจงเปิดฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในหัวข้อ "Telecom reform & Public benefits" ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการเดินหน้า 3 จี แต่ต้องมีความชัดเจนในส่วนของคลื่น 2 จีด้วย
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยืนยันว่า เห็นด้วยกับการเดินหน้าประมูล 3 จี แต่ขณะเดียวกันอยากให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะการใช้มือถือปัจจุบันรองรับระบบ 3 จีไม่ได้จึงอยากให้ผู้ประกอบการ 2 จีดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ให้มีทางเลือก ไม่ต้องถูกบังคับให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายแพงขึ้น อีกทั้งต้องการให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีความเท่าเทียมกัน และบริษัททีโอที และกสท สามารถอยู่ได้ด้วยรับโอนทรัพย์สินมาจากเอกชนและเป็นผู้ให้เช่าโครงข่าย จึงนำไปสู่แนวทางการแปรสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตที่ออกโดย กทช.
รัฐแจงยึดประโยชน์ประชาชน
นายตรัยรักษ์ เต็งไตรรัตน์ ที่ปรึกษา รมว.คลัง ชี้แจงว่า แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงข้อหารือกับกทช. และต้องมีการเจรจาร่วมกันทั้งระหว่างคู่สัญญาก่อนจะแปรสัมปทานเป็นใบอนุญาตและย้ายอำนาจการดูแลไปให้ กทช.ได้ในอนาคต และทรัพย์สินทั้งหมดก็จะถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของทีโอที และ กสท โดยที่เอกชนจะเข้ามาเป็นผู้เช่าในระยะเวลาที่ไม่สั้นหรือยาวเกินไป เพราะจะกลายเป็นว่าทีโอทีและกสท เป็นผู้ผูกขาดโครงข่าย จะเสนออายุใบอนุญาต 2 จีที่ 15 ปีก่อนหน้านี้ และเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ราคาใบอนุญาต 2 จีและค่าธรรมเนียมรายปีต้องมีความเท่าเทียมกันทุกรายจึงเสนอไปปีละ 6.5% ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนใหม่ที่เท่าเทียมกันด้วย
"วัตถุประสงค์ของรัฐบาลต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของประชาชนที่มีทางเลือกมากขึ้น ค่าบริการถูกสุดและเข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศ ในแง่ภาคเอกชนก็ช่วยจะลดต้นทุนลงด้วย เพราะส่วนหนึ่งหันไปเช่าโครงข่ายส่วนที่ลงทุนใหม่ก็จะไม่ซ้ำซ้อนกัน" นายตรัยรักษ์กล่าว
ส่วนการประมูลคลื่น 3 จี นั้น คาดว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเดิม แต่ กทช.กำหนดเงื่อนไขว่าก่อนที่เอกชนจะใช้คลื่น 3 จีต้องคืนคลื่นเดิมก่อน และการลงทุน 3 จีถือว่ามีแรงจูงใจมากกว่าเพราะจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีถูกกว่า 2 จี แม้จะใช้เงินลงทุนเยอะกว่า ซึ่งจะทำให้มีการโอนย้ายลูกค้าได้บางส่วน ขณะที่บางส่วนอยากใช้ระบบเดิม และทำให้รายได้ของทีโอทีกับ กสท ลดลง จึงเห็นว่าระยะเวลาสัมปทาน 2 จีที่เหลือนั้นเหมาะสมที่จะมาเจรจากันหากทุกฝ่ายมีความตั้งใจจริงและคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งก็น่าจะหาข้อยุติได้ภายในปีนี้ ซึ่งการแก้สัมปทานน่าจะมีความชัดเจนก่อนประมูล 3 จีเพื่อเอกชนจะได้มีการวางแผนได้ชัดเจน แต่ระหว่างนี้ก็สามารถเดินควบคู่กันไปได้
นายกุลิศ สมบัติศิริ รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ (นักวิเคราะห์รัฐวิสาหกิจทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวย้ำว่า กระทรวงการคลังไม่ได้ต้องการยุติการประมูลคลื่น 3 จี แต่จากสาเหตุที่อายุสัมปทาน 2 จี จะหมดลงทำให้เอกชนไม่ลงทุนใหม่ และมีปัญหาการย้ายลูกค้าจาก 2 จีไป 3 จี อนาคตของกสท และทีโอทีก็จะมีปัญหาจึงต้องหาแนวทางแก้ปัญหา โดยที่การทำ 2 จีต่อนั้น เอกชนทุกรายต้องถือไลเซนส์อายุเท่ากัน และการลงทุนใหม่จะเอาไว้เสริมระบบคลื่นความถี่ 2100 ไม่ใช่มาแข่งกับระบบ 3 จี และไม่ต้องลงทุนทุกจังหวัดแค่เอามาเสริมส่วนที่เช่าโครงข่ายจากทีโอทีและกสท เท่านั้น ก็จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้
ขณะที่ตัวแทนจาก กทช.ระบุว่า การแปรสัญญาสัมปทานนั้น เป็นเรื่องของคู่สัญญา กทช.คงเข้าไปก้าวล่วงไม่ได้ เป็นเรื่องที่คลัง ไอซีที และภาคเอกชนต้องเจรจากัน จึงขอรอดูความชัดเจนของแนวทางคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นสรุปออกมาก่อน โดยยืนยันว่า กทช.จะคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก และพิจารณาให้เกิดความสมดุลกันระหว่างธุรกิจภาคเอกชน รายได้รัฐและผลประโยชน์ของประเทศชาติ
เอกชนข้องใจ"ประชาชน"ได้อะไร
ด้านตัวแทนจากภาคเอกชน นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส ระบุว่า พร้อมเข้าร่วมประมูล 3 จี แต่อยากเห็นความชัดเจนของ 2 จีก่อน เพราะขณะนี้มองว่าการแปรสัญญาสัมปทานนั้น เพื่อความอยู่รอดของภาครัฐแต่ไม่ชัดเจนว่าประชาชนได้อะไร และอนาคตหลังจากใบอนุญาตหมดอายุจะเป็นอย่างไรต่อไป ส่วนประเด็นที่ภาครัฐมองว่าเอกชนจะโอนย้ายลูกค้า 2 จีไประบบ 3 จี ยืนยันว่าภายใน 4 ปีที่อยู่ระหว่างลงทุนระบบ 3 จีลูกค้า 80% ยังอยู่ในระบบเดิม การโอนย้ายลูกค้าไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แม้ทางกฎหมายจะเปลี่ยนโอนลูกค้าได้ แต่ระบบก็ยังไม่พร้อมจะรองรับได้
สอดคล้องกับนายอธึก อัศวานนท์ ตัวแทนจากทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าหากเอกชนลงทุนระบบ 3 จีไปก่อน โดยที่ระบบ 2 จียังไม่ชัดเจนก็อาจจะเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนและฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น เช่น การลงทุนระบบ 3 จีต้องครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ 60 กว่าล้านคน แต่ถ้าภายหลังรายเดิมต้องมาลงทุนเพิ่มในส่วนของ 2 จี ซึ่งอาจมีราคาแพงกว่า 3 จีด้วยซ้ำในการรองรับประชากรกลุ่มเดิม 60 ล้านคนก็เท่ากับจะต้องลงทุนดูแลประชากรถึง 120 ล้านคนซึ่งอาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีรูปแบบดังกล่าว ซึ่งส่วนของทรูนั้นมองว่าหากลงทุนไหวก็จะทำหากไม่ไหวก็คงไม่ทำ
ขณะที่นายธนา เธียรอัจฉริยะ ตัวแทนจากดีแทค ระบุว่า เอกชนส่วนใหญ่สนใจประมูล 3 จี แต่ภาครัฐต้องชัดเจนในการให้ใบอนุญาต 2 จี เพราะการลงทุนในระบบ 3 จีย่อมมีความเกี่ยวโยงกับระบบ 2 จีด้วย จึงต้องมีหลักการ รูปแบบที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากล เพราะการกำหนดอายุไลเซนส์ 15 ปีก็ยังไม่ชัดเจนว่า กทช.มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงต้องไปผลักดันเรื่องของกฎหมายให้มีความชัดเจนก่อน
ส่วนนายมนต์ชัย หนูสง ตัวแทนจากทีโอที มองว่า ปีที่ 10 ลูกค้าจากระบบ 2 จีน่าจะย้ายไปสู่ระบบ 3 จีทั้งหมด แม้ในช่วงแรกยังมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยพอใจใช้ระบบเดิมก็ตาม แต่การแปรสัญญาสัมปทานคงไม่สามารถทำได้ง่าย เพราะมีกฎหมายหลายตัวให้ความคุ้มครองภาคเอกชน หากรัฐจะดำเนินการคงต้องไปผ่อนคลายกฎระเบียบ และยอมรับว่ารายได้จากสัมปทานที่เคยได้จะลดน้อยลง



