
โลกใบนี้ดนตรีไทย - ชิคาโก
ถ้าย้อนไปเมื่อประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว พวกเราจะได้ฟังเพลงของน้าแอ๊ด คาราบาว ซึ่งเพลงนั้นจะโด่งดังไปทั่วเมืองไทย กับท่อนฮุคที่มีเนื้อร้องว่า เอาไมเคิล แจ็กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา ซึ่งในยุคนั้นถ้าใครเกิดรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็จะทราบดีว่า ทับหลังนารายณ์บ
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้นครชิคาโกเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่คนไทยเราด้วยกัน และที่รู้จักนครชิคาโกมากขึ้นมันไม่ได้หมายความว่า นครชิคาโกมีจำนวนชาวไทยรู้จักเมืองนี้มากกว่าเดิม แต่มันหมายถึงว่าเราจะรู้จักว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งศิลปะ เป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมสิ่งโบราณต่างๆ และนอกจากนั้นยังเป็นเมืองแห่งดนตรีโดยเฉพาะ เพลงบลูส์ หรือแม้กระทั่งแจ๊ส สรุปว่าศิลปะหลายแขนงจะไปรวมอยู่ที่นครชิคาโกนั่นเองแหละครับ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ประมาณ 2 เดือน ผมได้รับการติดต่อจากกระทรวงวัฒนธรรม ว่าจะให้ไปแสดงคอนเสิร์ตในงานไทยเฟสติวัล หรือเทศกาลไทยรวมถึงจะมีคอนเสิร์ตการกุศลที่นครชิคาโก ในระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา และหลังจากที่แจ้งข่าวให้น้องๆ ในวงได้ทราบแล้ว ทุกๆ คนก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตัวผมแล้วอยากไปดูจริงๆ ก็คือพิพิธภัณฑ์ ที่ทับหลังนารายณ์บรรทมศิลป์เคยไปอยู่ที่นั่น ส่วนน้องในวงซึ่งเป็นนักดนตรีสากลทั้งหมดก็ใฝ่ฝันเหลือเกินที่จะเข้าไปในผับแจ๊ส อยากจะไปดูว่ามันเหนือกว่าร้านแซ็กโซโฟน ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ บ้านเรามากน้อยแค่ไหน
หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจเรียบร้อย และแล้วเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตัวผม ก็ดันมาเกิดขึ้นจนได้ ก็คือหลังจากเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พวกเราได้ไปแสดงที่ ม.หาดใหญ่ หลังจากกลับมา 1 สัปดาห์ หูข้างซ้ายของผมมีอาการที่เรียกว่า “หูอื้อ” แถมมีเสียงดังอี๊ดยาวๆ อยู่ที่รูหูข้างซ้าย แต่มันก็จะมีอาการที่เรียกว่าเป็นๆ หายๆ สลับกัน คือวันไหนเป็นก็จะเป็นอยู่ทั้งวันแล้วรุ่งอีกวันก็จะหายไป ผมจึงเริ่มที่จะไปหาหมอ เพราะเนื่องจากกลัวจะหายไม่ทันที่จะบินไปนครชิคาโก แต่ยังเหลือเวลาอีก 1 เดือนเศษ คิดว่าคงจะหายทัน แต่จนแล้วจนรอด ไปหาหมอมา 2 โรงพยาบาล อาการมันก็ยังเหมือนเดิม ยิ่งเหลือเวลาน้อยลงมันก็ยิ่งกังวล จนกลายเป็นความเครียด และอาการเป็นๆหายๆ มันก็กลายว่าเป็นมากกว่าหาย และเหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์ ก็จะต้องเดินทางแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปหาหมอเป็นเจ้าที่ 3 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ผมได้เข้าพบกับ นายแพทย์สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ และหลังจากการตรวจโดยละเอียดแล้ว ท่านสรุปว่า ท่อปรับแรงดันระหว่างจมูกกับหูของผมเกิดอาการอักเสบแล้วไปดันแก้วหู จึงทำให้มีเสียงดังอี๊ดยาวๆ อยู่ที่ข้างหู
หลังจากนั้นนายแพทย์สมศักดิ์ ได้สั่งยาให้ผมไปรับประทานที่บ้าน และนัดเจอก่อนที่จะบินอีก 1 วัน เพื่อมาเอายากินและยาพ่นระหว่างอยู่บนเครื่องบิน และหลังจากที่ผมกลับถึงบ้านจึงได้กินยาชุดแรกของหมอสมศักดิ์ หลักจากนั้นอีก 1 ชั่วโมงเศษๆ อาการก็เริ่มหายและดีขึ้นตามลำดับและก็ไม่มีอาการเกิดขึ้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว ก็ต้องขอขอบคุณนายแพทย์สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ ที่ทำให้ผมได้หายจากอาการหูอื้อ และอีกหนึ่งวันที่จะขึ้นเครื่อง ผมยังได้ไปพบท่านอีก 1 ครั้ง พร้อมยากินและพ่นครบชุด
วันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมพร้อมด้วยน้องๆ ในวง ขุนอิน ออฟบีทสยาม 10 คน พร้อมด้วยคุณปุ๋ย ศิริพร เตียวพิพิธพร เจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมอีก 1 ท่าน รวมเป็น11 ชีวิต ซึ่งคุณศิริพร ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับคณะดนตรีของผม ก่อนที่เครื่องบินของการบินไทยจะออกในเวลา 1 ทุ่ม ผมเองก็เกิดความกังวล เจ้าหูข้างซ้ายของผมมันจะไปกำเริบบนเครื่องบินหรือไม่ และหลังจากที่เครื่องแอร์บัสได้บินสู่เมืองลอสแองเจลิส ผมจึงได้พบว่าอาการต่างๆ ของหูข้างซ้ายของผมมันได้หายสนิท ไม่มีอาการอะไรสำแดงออกมา นอกจากช่วงขึ้นและตกหลุมอากาศ จะมีอาการอื้อทั้ง 2 ข้าง แต่พอกลืนน้ำลายลงคอก็จะหายไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผม แต่พอเครื่องบินเข้าสู่ประเทศเวียดนามสภาพอากาศแย่มาก เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง เป็นเวลา 5 ชั่วโมงกว่า เล่นเอาทุกคนที่อยู่บนเครื่องนั่งเงียบกริบกันทั้งลำ ส่วนตัวผมไม่เงียบกริบ เพราะต้องนั่งกลืนน้ำลายตัวเองไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง และนึกไว้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไป 15 ชั่วโมง หูของเราคงจะพิการแน่ๆ แต่พอพ้นเขตประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เครื่องบินก็หมดอาการตกหลุมอากาศ บินนิ่งเหมือนกับอยู่ในบ้านที่มีเสียงพัดลม 20 ตัวเปิดอยู่พร้อมกัน
และหลังจากนั้นเครื่องบินของการบินไทยก็พาชาวคณะของผมมาปรากฏกายอยู่ที่สนามบินเมืองลอสแองเจลิสในเวลา 22 นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม เรียกว่าเป็นวันเสาร์ที่เวลายาวนานที่สุดของพวกผม และหลังจากนั้นในเวลา 24.00 น. ผมและชาวคณะก็ต้องแฝงตัวไปอยู่ในเครื่องบินของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ อีก 4 ชั่วโมง และในเวลา 06.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พวกเราทุกคนจึงไปอยู่บนผืนดินของนครชิคาโกสมใจนึกบางลำพู
เอาล่ะครับเดี๋ยวฉบับหน้าค่อยมาอ่านกันใหม่ สำหรับฉบับนี้หมดเนื้อที่แล้ว... สวัสดีครับ
"ขุนอิน"



