ไลฟ์สไตล์

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก

27 ก.ค. 2553

อาการสำคัญ ไข้สูงลอย ประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว จุดเลือดออก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ

 ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากสีเขียว ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ
 ปัญหาที่พบบ่อย ตัวร้อนมาก หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
 -ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
 -เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ ลูบเบาๆ บริเวณหน้า ลำตัวแขน และทำติดต่อกันอย่างน้อยนาน 15 นาที แล้วให้ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าบางๆ นอนพักผ่อน
      -ให้รับประทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เวลามีไข้สูง หรือปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว โดยให้ห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่น โดยเฉพาะยาแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิด หรือยาพวกไอบรูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือตับวายได้
 -ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ และไม่รับประทานยาอื่นที่ไม่จำเป็น
 -ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนไม่สามารถดื่มได้ ให้จิบครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ไม่ควรดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว
 ควรงดอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือสีน้ำตาล ในระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออก การให้ยาลดไข้จะช่วยให้ไข้ลงชั่วคราวเท่านั้น การเช็ดตัวลดไข้จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น ควรพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโรค
 อาการอันตราย เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ข้อใดข้อหนึ่งต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
 -ผู้ป่วยซึม หรืออ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
 -คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา
 -ปวดท้องมาก
 -มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ
 -พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
 -กระสับกระส่าย หงุดหงิด เอะอะโวยวาย
 -กระหายน้ำตลอดเวลา
 -เด็กเล็กร้องกวนตลอดเวลา
 -ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะ เป็นเวลานาน
 -ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้ำลง ตัวลายๆ (เข้าสู่ระยะช็อก)
 กรณีผู้ป่วยรับการรักษาแล้ว แพทย์ให้กลับบ้านได้ ควรดูแล และปฏิบัติตนตามแพทย์บอก
 ไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือด ทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโปรเฟน เนื่องจากทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารมากขึ้น หรือมีผลต่อตับได้
โรงพยาบาลวิภาวดี
โทร.0-2561-1111