
ยิ่งกว่ามะเขือเทศ
นายนพวัฒน์ สว่างแก้ว ได้รับอุบัติเหตุรถชนที่สี่แยกบ้านแขก ตอนประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ถูกรถแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า ทม 8020 ชนจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สีขาวฟ้า ทำให้นายนพวัฒน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินนำตัวส่งโรงพยาบาลตากสิน แพทย์ต้องทำการผ่าตัดสมองด่วน เพราะเลือดคั่งในสมอง หลังการผ่าตัดอีก 1 วัน สมองบวมขึ้น แพทย์ต้องผ่าตัดอีกครั้ง คนไข้ไม่รู้สึกตัวเลย ทีมแพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
มีพนักงานหน่วยอาสาได้ยินจากชาวบ้านพบเห็นเหตุการณ์บอกว่า เป็นรถจากบริษัทสหกรณ์แท็กซี่ปทุมวัน ขับอย่างเร็วเพื่อให้พ้นไฟแดง จนมาชนจักรยานยนต์ของนายนพวัฒน์ หลังจากนั้นก็ขับรถหลบหนีไป หลังจากไปแจ้งความที่ สน.บุปผาราม ในวันที่ 17 กรกฎาคม ร้อยเวรชื่อ ร.ต.ท.ธีรพงษ์ ปานเกรียง พงส. (สบ 1) สน.บุปผาราม ได้ลงบันทึกประจำวันไว้
ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม ญาติของนายนพวัฒน์ไปที่ สน.บุปผาราม เพื่อไปถามความคืบหน้า ไม่พบร้อยเวรเจ้าของคดี แต่ตำรวจท่านอื่นแจ้งว่า ผู้ต้องหามามอบตัวแล้ว และให้ดูบันทึกประจำวัน ที่คนขับรถแท็กซี่ให้ปากคำไว้ แต่คนขับรถแท็กซี่ให้การปฏิเสธทุกข้อ ตำรวจจะนัดมาสอบปากคำอีกครั้งในวันที่ 20 สิงหาคม 2553
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้นัดญาติผู้เสียหาย เจ้าของรถแท็กซี่ และเจ้าหน้าที่ประกันจากแท็กซี่ มาแนะนำให้รู้จักกัน เจ้าของรถแจ้งว่า ยังติดต่อคนขับรถที่หลบหนีไม่ได้ ซึ่งไม่มีการพูดคุยเรื่องการช่วยเหลือเบื้องต้น หรือ พ.ร.บ-ประกันภัย แต่อย่างใด ทางตำรวจแจ้งว่า ถ้าจับคนขับได้ จะได้มีการพูดคุยต่อไป
สิ่งที่อยากรู้คือ
1. คนขับรถแท็กซี่เข้ามามอบตัวกับทางตำรวจ ทำไมตำรวจไม่แจ้งให้ญาติผู้เสียหายรับทราบด้วย รถแท็กซี่ที่ชน ตำรวจก็อนุญาตให้นำไปซ่อมได้ ทั้งๆ ที่คดียังไม่คืบหน้าเลย
2. การนัดให้คุยกับคนขับ เจ้าของรถ และผู้เสียหาย ตำรวจยังไม่แจ้งว่า จะเป็นเมื่อไร ญาติผู้เสียหายรู้เพราะได้ดูจากบันทึกให้ปากคำที่ตำรวจให้ดู ซึ่งห่างไปอีกเกือบ 1 เดือน ทำไมนัดช้า และที่สำคัญ ตำรวจยังไม่โทรไปแจ้งญาติผู้เสียหายเลย
3. ความคืบหน้าของคดี พยาน และหลักฐาน ที่จะเอาผิดกับคนขับรถ เนื่องจากคนขับมามอบตัวแล้ว แต่ให้การปฏิเสธ
4. ความช่วยเหลือ พ.ร.บ. เบื้องต้นของทางรถแท็กซี่ ก็ไม่มีติดต่อกับญาติผู้เสียหายเลย
อยากทราบว่า ตำรวจไม่ดำเนินการอะไรเลยกับคนขับรถแท็กซี่หรือ จะเอายังไงกันแน่
ญาตินายนพวัฒน์
ตอบ
พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.บุปผาราม ชี้แจงว่า เบื้องต้นให้ร้อยเวรพาเจ้าของรถแท็กซี่ไปเยี่ยมคนเจ็บแล้ว และให้เข้าไปดูแลในเบื้องต้นด้วย ส่วนเรื่องการยึดรถที่ก่อคดี บางคนไม่เข้าใจ ตำรวจไม่มีอำนาจในการยึดรถ เพียงแต่ทำการตรวจสภาพ แล้วคืนรถให้เจ้าของ ตำรวจทำได้แค่ตรวจสอบเรื่องอุปกรณ์ให้ถูกต้องเท่านั้น ถ้าจะให้ดีต้องไปแก้ที่กฎหมาย
ขอเวลาตรวจสอบว่า เรื่องเป็นอย่างไร คิดว่า สัปดาห์นี้ คงจะรู้เรื่อง ส่วนเรื่องคนเจ็บ ต้องดูแลกัน ใครถูก หรือผิด ค่อยว่ากันทีหลัง แต่จะให้ร้อยเวรดูแลเป็นอย่างดี ต้องให้เวลาตำรวจบ้าง เพราะต้องรอคนเจ็บค่อยยังชั่วก่อน แล้วจึงสอบปากคำว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร
ด้านร้อยเวรเจ้าของคดี แจ้งว่า วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม ประมาณ 6 โมงเย็น ได้นัดพยานที่ 1 และญาติผู้เสียหายเข้าไปให้ปากคำ ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิด กำลังประสานงานดำเนินเรื่องกับ กทม. และจราจรกลางอยู่
ส่วน ส.ต.ท.ประสิทธิ พรหมเดช เจ้าของรถแท็กซี่ ชี้แจงว่า เป็นเพียงเจ้าของรถ ในฐานะผู้ให้เช่ารถเท่านั้น ตามสัญญาเช่าทรัพย์ ตามกฎหมายแพ่ง ไม่ใช่นายจ้างกับลูกจ้าง ถ้าเป็นนายจ้างกับลูกจ้างต้องรับผิดร่วมกัน ตอนนี้รถอยู่ที่เจ้าของแล้ว เพื่อเก็บรักษาไว้และซ่อมประกอบอาชีพต่อไป โดยเจ้าของรถก็รอเงินจากผู้เช่ารถเพื่อทำการซ่อมรถเหมือนกัน ส่วนเรื่องพ.ร.บ.ได้มอบให้ร้อยเวรแล้ว ตัวแทนประกันภัยก็ไปในที่เกิดเหตุ และทำการเคลมเรียบร้อยแล้ว แต่ตัวแทนบริษัทประกันภัยต้องการดูกล้องวงจรปิดก่อน เพราะอาจจะเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย
คดียังไม่จบ คนขับแท็กซี่คู่กรณียังลอยนวล
ลุงแจ่ม



