
คนค้ำต้องจ่าย
เมื่อต้นปี 2551 ดิฉันได้ค้ำประกันให้เพื่อนร่วมงานซื้อจักรยานยนต์ 1 คัน ในวันนั้นเจ้าของร้านบอกว่าราคาเงินสด 4 หมื่นบาทค่ะ พอออกรถมาได้ไม่ถึงเดือน คนที่ดิฉันค้ำให้ มีเรื่องในที่ทำงาน เขาก็ออกไปทำงานที่อื่น
พอถึงวันส่งเงินงวดแรก ไฟแนนซ์โทรมาหาดิฉันบอกว่าติดต่อคนซื้อไม่ได้ให้ดิฉันส่งเงินค่างวด เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ดิฉันก็เอารถไปคืนที่ร้านและโทรบอกไฟแนนซ์ เขาบอกว่า โอเค เอารถมาคืนก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่มาถึงวันนี้มีจดหมายทวงหนี้ดิฉันแต่ส่งไปที่บ้านต่างจังหวัดค่ะ จดหมายลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 ดิฉันอยากทราบดังนี้ค่ะ
1.ดิฉันเป็นคนค้ำและเอารถไปคืนให้แล้ว รถออกมาไม่ถึง 2 เดือน ป้ายทะเบียนก็ยังไม่ได้ รถก็ยังอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ดัดแปลงหรือตกแต่งอะไร แต่ดิฉันต้องจ่ายส่วนต่างในวงเงิน 3.6 หมื่นกว่าบาทรวมค่าเงินดาวน์ก็ 4 หมื่นกว่าบาทเลยหรือคะ
2.ดิฉันทราบว่า คนค้ำคือคนซื้อคนที่ 2 ต้องจ่าย แต่ถ้าในวันที่เอารถมาคืนถ้าเขาบอกว่าถึงเอารถคืนก็ต้องจ่ายส่วนต่างบ้าง ดิฉันคงจะเอารถไว้แล้วค่ะ
ดิฉันมีทางออกทางไหนบ้างคะ ช่วยแนะนำดิฉันด้วย เพราะทำงานรับจ้างรายวัน รายได้ตกเดือนละ 7,500 บาท ถ้าเดือนไหนมี 31 วันหรือวันพิเศษ 2 แรงก็จะได้ 8,000 บาทกว่า เป็นหม้ายหาเงินส่งลูกสาวเรียน ตอนนี้อยู่ ม.1 อยู่ห้องเช่าค่ะ ก็พออยู่ได้เดือนชนเดือน แต่พอมาเจอเรื่องนี้ดิฉันหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อจริงๆ ค่ะ
สุ
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า จากข้อมูลที่ให้มา ถ้าราคารถ 4 หมื่นบาท เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วคาดว่า น่าจะประมาณกว่า 7 หมื่นบาท ซึ่งรวมดอกเบี้ยเข้าไปด้วย แต่ยังถูกเรียกเก็บอีกกว่า 3 หมื่นบาท แสดงว่า หลังจากเอารถไปคืนแล้วขายทอดตลาดเพียง 3 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น จึงทำให้เหลือส่วนต่างแล้วไฟแนนซ์เรียกเก็บเอากับคุณ
แสดงว่า ขณะที่เอารถไปคืนไฟแนนซ์คุณไม่ได้เจรจาให้เขาเลิกคิดดอกเบี้ย ในทางกฎหมายแล้วเมื่อสัญญาถูกยกเลิกดอกเบี้ยที่เรียกเก็บก็ต้องหยุดลงด้วย แต่กรณีของคุณ ไฟแนนซ์ไม่ได้หยุดเรียกเก็บดอกเบี้ย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทางที่ดีควรเจรจากับไฟแนนซ์อีกทีว่า ควรคิดแต่เงินต้นไม่ใช่รวมดอกเบี้ยเข้าไปด้วย แต่ถ้าเจรจากันไม่รู้เรื่องก็ปล่อยให้ฟ้องแล้วให้ศาลพิจาณา เพราะจะช่วยได้มาก ศาลจะให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้แก่คุณ
ลุงแจ่ม



