
อายุขัยกับขยะ
ท่านผู้อ่านนึกในใจว่า ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย คำว่า "ขัย" ที่เราใช้ในความหมายของอายุที่ผ่านพ้นไปนั้น เป็นคำเดียวกับที่เรามาใช้ว่า "ขยะ" คือที่ทิ้งไป
แต่อายุของคนในจำนวนปีที่ผ่านไปนั้น บางคนก็เป็นขยะ คือมีชีวิตให้ผ่านพ้นไปยังงั้นเอง ไม่ได้ใช้ชีวิตให้มีสาระ เป็นประโยชน์ แก่ตนหรือคนอื่น ก็คงต้องนับว่าจำนวนปีที่ผ่านไปเป็นขยะจริงๆ
แต่บางคนใช้ชีวิตอย่างมีสาระมีประโยชน์ ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น จำนวนปีที่ผ่านไป มิใช่ขยะ แต่เป็นการสร้างสมบารมี การสร้างสมประสบการณ์เพื่อเป็นฐานรากให้กับการพัฒนาตนเองและสังคมยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งผ่านอายุมามาก ก็ยิ่งมีประสบการณ์ที่บ่มเพาะที่จะเกื้อกูลย้อนกลับให้แก่สังคมมากขึ้น น่าโมทนา
ยังไม่สายเกินไป ถ้าเราเกิดความตระหนักรู้เช่นนี้ เวลาที่เหลืออยู่ ไม่ว่ากี่วัน กี่เดือน กี่ปี เราจะตั้งใจที่จะให้เป็นการสร้างฐานบารมีบ่มเพาะต้นกล้าแห่งความดีให้มั่นคง แข็งแรง เติบใหญ่ เพื่อว่าเราจะได้แตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่คนอื่นด้วย
แม้ขยะ เราก็อาจจะมาช่วยกันให้บ้านเราเป็นบ้านที่ขยะฟรี เพราะเราจัดการเอาสิ่งที่ทิ้งแล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ทั้งหมด จริงๆ
ขยะจึงมิใช่สิ่งที่เราทิ้งไป แต่ขยะกลายเป็นทองคำที่วางทิ้งอยู่ แล้วเรามาช่วยกันหยิบจับทำให้มีราคากลับมาใช้สอยได้อีก
แนวคิดเรื่องการจัดการกับขยะที่เราเรียกสมัยใหม่ว่า "รีไซเคิล" ทำมาตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้าแล้ว พระอานนท์ท่านอธิบายว่า เมื่อจีวรเก่าแล้ว เราก็เอามาดาษหลังคา จากนั้นก็ทำผ้าขี้ริ้ว เช็ดกุฏิ หมดจากสภาพผ้าขี้ริ้ว ก็เอาไปโขลกคลุกกับดินเหนียวใช้ฉาบฝากุฏิได้ เราจะเห็นวัฏจักรของจีวรที่ครบวงจรทีเดียว
แนวคิดนี้เรานำมาประยุกต์ใช้ได้กับสิ่งของรอบตัวของเรา ขอเพียงเรามีความคิดสร้างสรรค์ เผื่อแผ่
ขยะในบ้านคุณ กระดาษหนังสือพิมพ์ ขวดพลาสติก กล่องนม ไม่รู้จะทำอะไร เอาไปให้ที่วัตรก็ได้ค่ะ เราจะจัดการขยะให้กลับมาเป็นเงินเป็นทอง อย่างน้อยไว้เสียค่าน้ำค่าไฟรายเดือนของวัตร
ถ้าทำได้แม้เพียงระดับนี้ อายุขัยที่ผ่านไป ก็ไม่เป็นขยะที่ทิ้งเปล่า
"ธัมมนันทา"



