ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เรื่องเล่าเข้าพรรษา

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เรื่องเล่าเข้าพรรษา

20 ก.ค. 2553

ในวันอังคารหน้าก็จะถึงวันสำคัญทางศาสนาพุทธอีกวันหนึ่ง ซึ่งก็คือ วันเข้าพรรษา ซึ่งพวกเราที่เป็นชาวพุทธก็จะทราบกันดีว่า ตั้งแต่สัปดาห์หน้า พระสงฆ์จะต้องจำศีลอยู่ ณ วัดใดวัดหนึ่งตลอด 3 เดือนกว่าๆ หรือตลอดหน้าฝนจนกว่าจะออกพรรษา ซึ่งจะตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน

 วันเข้าพรรษา สาเหตุที่พระพุทธเจ้ากำหนดขึ้นมา ก็เพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการเผยแผ่ศาสนาตามที่ต่างๆ ซึ่งต้องเดินทางไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นฤดูฝน ประกอบกับเป็นฤดูที่ข้าวในนาของชาวนากำลังเจริญงอกงาม พระสงฆ์ที่เดินทางด้วยเท้าอาจจะไปเหยียบย่ำข้าวของชาวนาให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงกำหนดในช่วงฤดูฝนตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึง 15 ค่ำ เดือน 11 ให้พระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่ง ได้จำศีลภาวนา พร้อมทั้งศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้

 ส่วนชาวไทยที่เป็นพุธศาสนิกชนก็จะมีโอกาสได้ทำบุญในวันเข้าพรรษา เพราะนอกจากการทำบุญใส่บาตรแล้ว พวกเราก็จะได้มีโอกาสถวายผ้าอาบน้ำฝน หลอดไฟ หรือแม้กระทั่งเทียนจำพรรษา ซึ่งอย่างหลังจะมีการแห่ที่เรียกว่า แห่เทียนพรรษา ซึ่งก็เป็นประเพณีปฏิบัติของชาวไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน ที่มีต่อเนื่องกันมายาวนานหลายร้อยปี

 แต่สำหรับนักดนตรีไทย โดยเฉพาะเหล่าบรรดานักปี่พาทย์ ตั้งแต่สมัยก่อนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยากให้ถึงช่วงเข้าพรรษา เพราะจะไม่ค่อยมีงานแสดงปี่พาทย์ เนื่องจากเจ้าภาพไม่นิยมจัดงานศพและงานบวชในช่วงฤดูฝน จึงทำให้นักดนตรีปี่พาทย์มักจะตกงานในช่วงเข้าพรรษา แต่ในปัจจุบันนี้ จะเข้าพรรษา หรือออกพรรษา สำหรับนักดนตรีปี่พาทย์ก็ไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ เพราะในช่วงหน้าแล้งหรือฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่จะนิยมจัดงานศพ ก็ไม่ค่อยมีงานเหมือนสมัยก่อน ด้วยเหตุของเศรษฐกิจ ทำให้เจ้าภาพที่จัดงานศพไม่ค่อยจ้างวงปี่พาทย์มาแสดงเหมือนสมัยก่อน ทำให้งานแสดงของวงปี่พาทย์ในช่วงเข้าพรรษาหรือออกพรรษาในสมัยนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่นัก

 และถ้าจะกล่าวถึงงานแสดงปี่พาทย์ของเมื่อสมัยก่อน เอาแค่ย้อนไป 30 ปี จะมีงานทั้งงานบวชและงานศพเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 50 งาน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าวงไหนจะมีชื่อเสียงหรือมีขาประจำและมีวัดประจำมากกว่ากัน อย่างวงของคุณพ่อผมก็คือ ครูสุพจน์ โตสง่า ซึ่งถือว่าเป็นวงปี่พาทย์มอญที่มีชื่อเสียง และมีขาประจำที่ชอบหากันอยู่เป็นประจำในแถวย่านบางกะปิ สมุทรสาคร เพชรบุรี และก็จะประจำอยู่ที่วัดราษฎร์บำรุง ซึ่งบิดาของผมจะสนิทกับอาจารย์หรั่ง หรือพระปลัดวิชิน ในสมัยนั้น ตอนนี้เป็นท่านเจ้าคุณไปแล้ว

 ท่านอาจารย์หรั่งจะเป็นพระที่กว้างขวาง เป็นผู้ให้ความสนิทสนมกับบิดาของผมและวงของผมจนถึงปัจจุบันนี้ จึงทำให้วงปี่พาทย์มอญและไทยของบิดาของผมมีงานไม่ต่ำกว่า 100 งานต่อปี โดยเฉพาะช่วงต้นปีจนถึงหน้าแล้งหรือฤดูร้อน ในวันเสาร์-อาทิตย์จะออกแสดงต่างจังหวัดเกือบทุกสัปดาห์ บางครั้งก็จะต้องแยกออกเป็น 2 วงถึง 3 วง พอถึงช่วงเข้าพรรษาก็จะมีวัดราษฎร์บำรุงที่ประจำอยู่ ก็จะมีงานศพอยู่เป็นระยะ โดยบางครั้งอาจจะไม่มี หายเงียบไป 2 สัปดาห์ แต่พอมีก็จะมีงานที่เรียกว่าศพสด สวด 7 คืน หรือ 5 คืน ก็จะทำให้วงปี่พาทย์มอญของบิดาผมมีงานอยู่เรื่อยๆ รวมกันแล้ว 1 ปีไม่ต่ำกว่า 100 งานอย่างแน่นอน ที่เรียกว่าบิดาของผมไม่ได้ทำงานอะไรนอกจากเป็นโต้โผปี่พาทย์เพียงอย่างเดียวก็สามารถเลี้ยงลูกศิษย์ในบ้านเกือบ 20 คน รวมทั้งส่งผมให้ได้เรียนจนจบวิทยาลัยนาฏศิลป จนกระทั่งกลายเป็นข้าราชการครู และนี่เป็นเพียงแค่วงปี่พาทย์มอญของบิดาของผม ซึ่งเจ้าภาพที่คุ้นเคยกันมักจะเรียกว่า ปี่พาทย์ครูปื๊ด

 ส่วนวงอื่นๆ ในยุคนั้นที่อยู่ในย่านเดียวกันก็จะมี ผู้ใหญ่ชม ซึ่งเจ้านี้ก็มีงานปี่พาทย์มอญไม่น้อยกว่าวงบิดาผม ซึ่งผู้ใหญ่ชม บุญรักษา จะประจำอยู่ที่วัดอุดมรังษี และเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านให้ความนับถือ แถมยังมีนักการเมืองให้ความสนับสนุน จึงทำให้เป็นวงปี่พาทย์มอญที่มีงานเยอะ หรือเรียกเป็นภาษาของชาวปี่พาทย์จะต้องบอกว่า งานชุก

 ถ้าถัดไปย่านคลองสาน ถนนเจริญนคร ก็จะมีวงของ ครูง่อน หรือ ครูเรืองเดช พุ่มไสว ซึ่งในสมัยนั้นครูง่อนถ้าเรียกเป็นภาษานักเลงปี่พาทย์ จะบอกว่า ครูง่อน กินย่านคลองสานทั้งหมด 

 แต่ถ้าเป็นฝั่งกรุงเทพฯ ซึ่งในสมัยนั้นก็ต้องยกให้วงของ คุณลุงผาด การคุณี ซึ่งประจำอยู่ที่วัดมะกอก อยู่ด้านหลังของโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ จึงทำให้มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าปีหนึ่งจะมีงานมากกว่าวงของคุณพ่อผมเสียอีก

 ในปัจจุบันนี้คุณลุงผาดกับผู้ใหญ่ชมเสียชีวิตไปแล้ว ครูง่อนไม่มีงานมาหลายปี ส่วนวงปี่พาทย์มอญของบิดาผมที่ตัวผมเป็นผู้ดูแลอยู่ในขณะนี้ ในปีนี้ผ่านมาครึ่งปีมีอยู่ 8 งาน ส่วนวงอื่นๆ ก็คงจะคล้ายๆ กัน ในอนาคตถ้าไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ มาดูแล อีกไม่นานระบบโต้โผปี่พาทย์ก็คงจะต้องหมดไปโดยปริยาย ความจริงแล้วในเรื่องนี้ตัวผมเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ เพียงแต่อยากให้โต้โผปี่พาทย์ไม่หายสาบสูญไปจากโลกนี้เท่านั้นเองแหละครับ

"ขุนอิน"