
จม.ถึงผู้แทน หนี้ รพ. 16,000 ล้าน
หนี้จากบัตรทอง 16,000 กว่าล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า โรงพยาบาล 175 แห่งขาดทุน 1,600 ล้านบาท ในขณะที่ สปสช. พบว่า เงินสดคงเหลือของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง เพิ่มขึ้นจาก 14,605 ล้านบาท
ในปี 2545 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการนำระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้เป็น 42,968 ล้าน ในปี 2552 ขณะที่หนี้สินของโรงพยาบาลเหล่านี้มีประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท
การขาดทุน โรงพยาบาลรัฐมีความจำเป็นต้องหารายได้ "ขายยาแพง" ไป “โปะ” ค่าใช้จ่ายโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบเหมาจ่ายรายหัว การยัดเยียดยาราคาแพงให้แก่ผู้ป่วย เป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วยอย่างยิ่ง เพราะยาทุกชนิดล้วนมีผลกระทบข้างเคียงไม่มากก็น้อย การปรับเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาเพื่อมิให้เกิดแรงจูงใจในการจ่ายราคายาแพง จะช่วยลดปัญหานี้ได้
รัฐบาลกลับเป็นผู้ที่มีภาระต้องจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่ารักษาพยาบาลสำหรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2548 เป็นกว่า 6 หมื่นล้านบาทในปี 2552 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 4 ปี
กรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า ร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่าย หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นค่ายา การศึกษานี้พบว่า เกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาของกรมบัญชีกลาง นอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลและแพทย์ประหยัดค่าใช้จ่ายยาแล้ว ยังกลับส่งเสริมให้มีการจ่ายยาที่มีราคาสูงให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย เพราะโรงพยาบาลสามารถทำกำไรจากการจ่ายยาที่มีราคาแพงมากกว่ายาที่มีราคาถูก
การแก้ปัญหาการกำหนดราคายาไม่เป็นธรรม อาจดำเนินการได้โดยให้ สถานพยาบาลทุกแห่งต้องจำแนกรายการยา และราคาของยาแต่ละตัว ในใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเปรียบเทียบราคายาได้ เพื่อที่จะตัดสินใจที่จะรับหรือไม่รับยา
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
ผอ.ด้านนโยบายการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)



