ไลฟ์สไตล์

จม.ถึงผู้แทน 
หนี้ รพ. 16,000 ล้าน

จม.ถึงผู้แทน หนี้ รพ. 16,000 ล้าน

20 ก.ค. 2553

หนี้จากบัตรทอง 16,000 กว่าล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า โรงพยาบาล 175 แห่งขาดทุน 1,600 ล้านบาท ในขณะที่ สปสช. พบว่า เงินสดคงเหลือของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง เพิ่มขึ้นจาก 14,605 ล้านบาท

ในปี 2545 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการนำระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้เป็น 42,968 ล้าน ในปี 2552 ขณะที่หนี้สินของโรงพยาบาลเหล่านี้มีประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท  
 การขาดทุน โรงพยาบาลรัฐมีความจำเป็นต้องหารายได้ "ขายยาแพง" ไป “โปะ” ค่าใช้จ่ายโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบเหมาจ่ายรายหัว การยัดเยียดยาราคาแพงให้แก่ผู้ป่วย เป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วยอย่างยิ่ง เพราะยาทุกชนิดล้วนมีผลกระทบข้างเคียงไม่มากก็น้อย การปรับเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาเพื่อมิให้เกิดแรงจูงใจในการจ่ายราคายาแพง จะช่วยลดปัญหานี้ได้
 รัฐบาลกลับเป็นผู้ที่มีภาระต้องจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่ารักษาพยาบาลสำหรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2548 เป็นกว่า 6 หมื่นล้านบาทในปี 2552 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 4 ปี
 กรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า ร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่าย หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นค่ายา การศึกษานี้พบว่า เกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาของกรมบัญชีกลาง นอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลและแพทย์ประหยัดค่าใช้จ่ายยาแล้ว ยังกลับส่งเสริมให้มีการจ่ายยาที่มีราคาสูงให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย เพราะโรงพยาบาลสามารถทำกำไรจากการจ่ายยาที่มีราคาแพงมากกว่ายาที่มีราคาถูก
 การแก้ปัญหาการกำหนดราคายาไม่เป็นธรรม อาจดำเนินการได้โดยให้ สถานพยาบาลทุกแห่งต้องจำแนกรายการยา และราคาของยาแต่ละตัว ในใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเปรียบเทียบราคายาได้ เพื่อที่จะตัดสินใจที่จะรับหรือไม่รับยา  
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
ผอ.ด้านนโยบายการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)