
"อย่าโลภ อย่าตกใจ" หลอกโอนเงิน...อย่าเชื่อ
"เงินหายจากบัญชี" มีโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจโทรเข้ามือถือของดิฉัน ตอนเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 แจ้งว่า ดิฉันเปิดบริษัททำธุรกรรมเกี่ยวกับการทุจริต และให้เก็บข้อมูลเป็นความลับ ผู้แจ้งขอตรวจสอบบัญชีธนาคารของดิฉันทั้งหมด พร้อมทั้งจะสืบค้นคดีในทาง
ตอบ
ตามที่มีประชาชนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VOIP) เข้ามาหลอกลวงประชาชน โดยมีการสร้างเรื่องให้ตกใจ เช่น คุณเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือ หนี้ค่าโทรศัพท์ ต่อจากนั้นจะมีทีมงานอีกกลุ่มโทรศัพท์มาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือดีเอสไอ ประสานถามข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะขอข้อมูลส่วนตัว ชื่อ/วันเดือนปีเกิด/เลขที่บัตรประชาชน และข้อมูลทางการเงิน เช่น สอบถามว่ามีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารใดบ้าง จำนวนเงินเท่าไร
ต่อจากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาสร้างเรื่องเพื่อให้เหยื่อต้องไปที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วดำเนินการทำรายการโอนเงินไปยังบุคคลอื่นที่กลุ่มมิจฉาชีพจ้างเปิดบัญชีไว้
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ธนาคารต่างๆ มีมาตรการการป้องกันโดยมีการแจ้งเตือนลูกค้าเป็นข้อความในตู้เอทีเอ็ม ในขณะที่มีการยืนยันการโอนเงิน ทั้งเมนูที่เป็นภาษาไทยและอังกฤษ ข้อความว่า "โปรดระวัง อย่าหลงเชื่อผู้โทรศัพท์มาหลอกลวงแนะนำให้ไปทำรายการใดๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม" และ "Please beware of fraudsters asking you to make transaction at ATM"
ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพมีการเปลี่ยนแปลงการหลอกลวงประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ จากวิธีการโอนเงิน เปลี่ยนให้เป็นการสมัครบริการธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง ซึ่งในการสมัคร ลูกค้าหรือเหยื่อจะดำเนินการเองตั้งแต่ใส่บัตร กดรหัสบัตร แล้วทำตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์แนะนำ โดยหลอกให้ใส่หมายเลขโทรศัพท์มือถือของแก๊ง ต่อจากนั้นแก๊งก็สามารถโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อได้ภายหลัง
นายสมชาย พิชิตสุรกิจ กรรมการบริหาร ชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต สมาคมธนาคารไทย แนะนำว่า หากเจอเหตุการณ์เหล่านี้ ให้ตั้งสติ อย่าตกใจ เมื่อรับข้อมูลทางโทรศัพท์จากใครก็ไม่รู้ “สติอยู่เงินอยู่ สติหายเงินหาย” ให้คิดอย่างมีเหตุมีผลว่า เรื่องที่แจ้งมาจริงหรือไม่ โดยมีการสอบถามกลับจากคนใกล้ชิด หรือเพื่อน โดยเฉพาะตรวจสอบจากคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร โดยแจ้งข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อประโยชน์ในการได้รับการแนะนำอย่างถูกต้อง
ที่สำคัญ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินกับใครที่ไม่รู้จัก ต้องตรวจสอบก่อนเสมอ และอย่าหลงเชื่อว่า ธนาคาร หรือหน่วยงานของรัฐ จะให้ไปทำรายการใดๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม
ปัจจุบันแก๊งหลอกโอนเงินเป็นอาชญากรรมระดับชาติ มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทางธนาคารได้ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้มาโดยตลอด และหาวิธีป้องกันทุกอย่าง แต่แก๊งหลอกลวงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงอยู่ตลอด หรือแม้แต่จะตามจับตัวก็ทำได้ยาก เนื่องจากแก๊งเหล่านี้จะเช่าบ้านอยู่แค่ 1-2 เดือน ก็ย้ายออก เปลี่ยนเมือง และเปลี่ยนประเทศไปเรื่อยๆ
ฉะนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ ช่วยกันเตือนและช่วยกันกระจายข่าวการหลอกลวงให้บุคคลใกล้ชิด เพื่อน ญาติพี่น้อง โดยเฉพาะบุคคลสูงอายุอาจตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
ลุงแจ่ม



