ไลฟ์สไตล์

พึ่งตนพึ่งธรรม-พระถนอมสิงห์ สุโกสโล"เพราะความคิดหลอกเรา"

พึ่งตนพึ่งธรรม-พระถนอมสิงห์ สุโกสโล"เพราะความคิดหลอกเรา"

19 ก.ค. 2553

หากคุณเป็นคนหนุ่มสาวและชอบตั้งคำถามกับชีวิต ทั้งๆ ที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ แต่ทำไมมีความทุกข์จนรู้สึกเบื่อหน่าย เรื่องราวของ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล ประธานมูลนิธิหยดธรรม พระรุ่นใหม่น่าจะมีคำตอบให้บางคนในเรื่องการใช้ชีวิต

ก่อนบวชเรียนเป็นภิกษุสงฆ์ ท่านเรียนที่นิวซีแลนด์ตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีและศึกษาต่อที่อเมริกา ด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยลินคอล์น ตอนเรียนทำงานสารพัดรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเปิดหมวกเล่นมายากล เพื่อหาเงินเรียนเอง แม้ครอบครัวจะมีฐานะ แต่โยมพ่อและแม่จะให้ในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เพื่อสอนให้ลูกพึ่งพาตัวเเอง

 ตอนอายุ ๒๔ ปี พระถนอมสิงห์เดินทางกลับมาเมืองไทย เพื่อบวชให้บิดามารดาหนึ่งเดือน ที่วัดญานเวศกวัน จ.นครปฐม แต่ตอนนี้เข้าปีที่ ๘ แล้ว ปัจจุบันท่านทำงานทางธรรม อบรมญาติโยม เด็กในโรงเรียนทั่วประเทศ และครูพระให้สอนธรรมะในโรงเรียน รวมถึงอบรมเด็กที่มีปัญหาจากสถานพินิจ ณ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน

 เมื่อปีที่แล้วท่านทำโครงการก้าวย่างเส้นทางธรรมเดินเท้า ๕๐ วัน (๓ เมษายน-๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒) นำลูกศิษย์เดินเจริญสติจากเชียงใหม่-พระปฐมเจดีย์ โดยไม่มีเงินติดตัว ไม่รับเงินบริจาค ไม่ขึ้นรถ อาศัยเพียงอาหารจากผู้คนระหว่างทาง และตอนนี้กำลังก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมที่แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมถึงผลิตนิตยสารธรรมะ "มุม" รายสามเดือนแจกฟรี (ดูได้ที่เว็บ www.dhammadrops.org)

 พระถนอมสิงห์ ย้อนถึงชีวิตก่อนหน้านี้ เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง จบด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้ทำงานด้านนี้

 “ก่อนไปเรียนอเมริกาอาตมาทำงานเก็บเงินเขียนโปรแกรมเป็นค่าตั๋วเครื่องบินและค่าเทอม ช่วงแรกประหยัดเงินพักกับคนลาวแออัดมาก เคยทำงานในร้านอาหารเกือบทุกอย่างตั้งแต่ล้างจานไปจนถึงเป็นหุ้นส่วน เคยเป็นนักเที่ยวกลางคืนตัวยงตั้งแต่วัยรุ่น เที่ยวทุกวันประมาณ ๗-๘ ปี เที่ยวจนเบื่อ ไม่เห็นมีอะไรเลย ไปเต้น กินเหล้า เจอเพื่อน และเคยขับรถตกเหว รถพังยับแต่รอดชีวิต”

 หากถามว่า ทำไมคนหนุ่มเช่นที่ชีวิตการงานกำลังรุ่งโรจน์อยากบวช พระถนอมสิงห์ บอกว่า คงถึงจุด คนบางคนจะมีช่วงที่สูญเสียหลายอย่างพร้อมๆ กัน เมื่อคนใกล้ตัวทำให้รู้สึกผิดหวัง ทำไมเขาไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ จึงอยากกลับมาบวชให้พ่อแม่ คิดว่าบวชหนึ่งเดือน แล้วเข้าป่าศึกษาตัวเอง

 “ตอนอยู่เมืองนอก เคยอยากเป็นยิว เพราะแนวทางนี้เน้นเรื่องการอ่านหนังสือ พระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่พอทำงานกับคนยิวรู้สึกไม่ถูกกับเรา ช่วงหลังๆ ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นในสมัยนั้นหรือสมัยนี้ที่พยายามตอบว่า นับถือตัวเอง เพราะเราทำอะไรได้เยอะ แต่ไม่ได้กลับมาคิดดูว่า เรามีอะไรน่านับถือ ความรับผิดชอบยังไม่ค่อยมีเลย”

  เพราะชีวิตมีไว้ให้ตั้งคำถาม พระถนอมสิงห์รู้สึกว่า ๒๔ ปีที่ผ่านมา การเรียนตามลำดับขั้นในระบบการศึกษานานเกินไป เรียนไปเพื่ออะไร  

 “ถ้าเราต้องการความสุข ช่วงเวลาที่ผ่านมานานเกินไป ก็ตั้งคำถามว่า จุดสุดท้ายเราอยู่ตรงไหน ถ้าได้เป็นที่หนึ่งในธุรกิจ เป็นเจ้าของธุรกิจระดับโลก แล้วยังไง รู้สึกทางมันตัน จะใช้วิธีแบบนี้แก้เบื่อไปจนตายหรือ กิจวัตรในชีวิตมันวน”

 หากถามว่า แล้วชีวิตนักบวชไม่วนหรือ ท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า “คฤหาสน์คับแคบ แต่บรรพชิตเป็นทางสว่าง” ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ พระอยู่ในวัด ไม่ค่อยได้ไปไหนชีวิตจะกว้างกว่าได้ยังไง

  “ก็เพราะพระไม่ได้มีชีวิตอิสระในเรื่องความประพฤติและความคิด ไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเพ้อเจ้อ สิ่งที่พระต้องทำคือ รู้จักความคิด รู้จักจิต ตอนบวชอ่านพุทธธรรมสองรอบ พุทธศาสนาตอบโจทย์เรื่องสุขและทุกข์ได้หมด ตอนนั้นไม่มีข้อสงสัยแล้ว แต่คนเข้าใจผิดคิดว่า การปฏิบัติธรรมต้องไปนั่งสมาธิ จริงๆ แล้วไม่ใช่ คุณไม่ต้องนั่งสมาธิก็ได้ แต่ต้องมีสติทุกการกระทำ ตอนนั้นคิดว่ามีคู่มือแล้ว สึกออกไป ก็ทำได้ กำหนดวันสึกเลย”

 แม้จะกำหนดวันสึก แต่ช่วงนั้นยังหาโอกาสฝึกปฏิบัติเก็บอารมณ์แบบวิปัสสนา สามวัน ไม่ต้องพูด พระถนอมสิงห์ บอกว่า เครียดมาก ไม่มีคนคุย ทำไมทุกข์ขนาดนี้ พอฝึกถึงวันที่ 3 เห็นสีกำแพงเปลี่ยน สิ่งรอบข้างเปลี่ยนแปลงทุกขณะ เรื่องนี้อธิบายความรู้สึกไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นทำให้รู้สึกว่า ชีวิตไม่แน่ไม่นอน  

 จากชีวิตที่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ คนอื่นต้องฟัง ท่านเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองกับมดไม่ต่างกัน
 
 “ได้คิดได้เห็นว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางมาก จะรอดถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า ถ้าเราตายวันนี้ก็จบ ไม่มีอะไร คนในโลกก็ไม่ได้สนใจ แต่ถ้าคนอย่างคานธีตาย คนทั้งโลกจดจำ และมีช่วงเวลาที่ถูกลืม แต่ความดีคงอยู่ คิดได้แบบนี้อาตมาทุกข์น้อยลง แต่ไม่ได้บรรลุธรรมอะไร แค่เริ่มฟังเป็น”

 การฟังเป็นในความหมายที่ท่านอธิบายก็คือ ตอนแรกไม่เข้าใจที่บอกว่า ได้ยิน...สักแต่ได้ยิน ฟัง...สักแต่ฟัง พอฝึกกรรมฐานเริ่มเข้าใจ

 “เวลาคนพูดกับเรา เข้าใจทุกคำพูด แต่ไม่ทุกข์ไปกับคำพูด ไม่มีผลต่อใจเรา รู้สึกเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา ไม่คาดคิดว่าจะได้จากการปฏิบัติ เริ่มเห็นทางตันในชีวิตฆราวาส คิดว่าใช้ชีวิตแบบพระคุ้มค่ากว่า“

 เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตนักบวชต่อ พระถนอมสิงห์หันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมจริงจังมากขึ้น เริ่มตั้งใจสวดปาฏิโมกข์ เพราะจุดหมายพระพุทธเจ้า...ไม่ใช่ว่าปฏิบัติพ้นทุกข์แล้ว...จบ ต้องเกื้อกูลคนอื่นด้วย

 “การที่เรามีคนอื่นอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะนิสัยอย่างไร ก็พัฒนาตัวเราได้ทั้งนั้น ถ้าเราไม่แรงไป เขาก็ไม่แรงมา เวลามีอารมณ์ไม่พอใจเกิดขึ้น เราต้องพิจารณาใจตัวเอง”

 เรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ พระถนอมสิงห์จึงนำธรรมะมาสอนคน และช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเยาวชนที่ออกจากสถานพินิจ

 กิจกรรมส่วนใหญ่ที่พระถนอมสิงห์ทำเป็นกระบวนการที่ท่านคิดรูปแบบขึ้นเอง ท่านเชื่อว่า ถ้าเราอยากให้คนอื่นทำกับเรายังไง เราก็ทำอย่างนั้น

 “ไม่จำเป็นต้องไปดูวิธีการจากที่ไหน อาตมาเคยเป็นนักมายากลอยู่สิบปี อาตมาชอบนักมายากลที่ชื่อ เลนนาร์ท กรีน เขาคิดกลที่ใหม่สุดยอดและบอกว่า ถ้าคุณเรียนรู้ในสิ่งที่คนอื่นทำ คุณก็จะเป็นคนอื่นผสมกัน ไม่มีอะไรใหม่ มีแต่สิ่งประยุกต์ ดังนั้นสิ่งที่อาตมาทำคือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในแบบที่เราคิด เพราะชีวิตคนกับมายากล คือ เรื่องเดียวกัน มายากลเป็นเสมือนศิลปะแห่งการเบี่ยงเบนความสนใจ คนเราทุกวันนี้ถูกเบี่ยงเบนความสนใจอยู่แล้ว แทนที่จะสนใจว่าทุกข์หรือสุขเพราะอะไร กลับสนใจว่า จะหาเงินและสร้างบ้านใหญ่ๆ มีสิ่งของได้อย่างไร เราจับประเด็นชีวิตผิด เพราะเราถูกหลอกว่า เราต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราถึงมีความสุข
 
 “คุณกำลังมองสิ่งที่ไม่มีอยู่ หรือมือที่ว่างเปล่า แล้วคุณคิดว่ามันมี มายากลก็เช่นเดียวกัน ถ้าเปลี่ยนเหรียญเป็นความสุข คุณกำลังมองหาความสุขในจุดที่ไม่มี เพราะความสุขไปอยู่อีกที่หนึ่ง”

 เพราะผ่านชีวิตมันๆ แบบวัยรุ่นมาเยอะทั้งเรื่องดีและไม่ดี ทำให้พระถนอมสิงห์เข้าใจจิตใจวัยรุ่น  ท่านบอกว่า คนเราต้องการความสุข คนขี้เกียจคิดสั้นๆ ว่า การได้นอนคือความสุข

 “ถ้าไม่มีคนเลี้ยงดู คุณจะมีความสุขไหม พุทธศาสนาทำให้เข้าใจตัวเอง เมื่อเข้าใจตัวเองก็ทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น จิตของเราคือมายากลชั้นยอด เมื่อจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง จิตก็ปรุงแต่งตามอารมณ์ ตอบสนองความคิดไปเรื่อยๆ เพราะเราถูกความคิดหลอก ต้องฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน”

 มายากลเป็นส่วนหนึ่งที่พระถนอมสิงห์นำมาเปรียบเปรยกับธรรมะ เพื่อดึงดูดความสนใจในการสอนเยาวชน 

 “การทำกิจกรรมกับเด็กในสถานพินิจ เด็กไม่สนใจที่เราพูดเพราะปิดตัวเอง เราเอาสื่อมายากลมาใช้ เพื่อให้พวกเขาเห็นจิตใจตัวเอง เพราะในสังคมคนไม่อยากทำกิจกรรมกับคนมีปัญหาประพฤติตัวไม่ดี จริงๆ แล้วคนพวกนี้สังคมควรยุ่งมากกว่าคนปกติ ไม่อย่างนั้นจะจับกลุ่มกันสร้างความเสียหาย ถ้าเราจับจุดถูก คนกลุ่มนี้สามารถเป็นพลังของสังคมได้ ช่วงแรกๆ มีหัวโจกต่อต้านกระบวนการที่ทำ หลังจากกิจกรรมจบ ได้ยินเด็กๆ คุยกันว่า “พระบ้าหรือเปล่า”

 เพราะกิจกรรมบางอย่างปล่อยให้ระบายอารมณ์แบบสุดๆ ให้ออกไปตะโกนกลางลาน พระถนอมสิงห์บอกว่า ต้องเปิดพื้นที่ให้พวกเขา เพราะพวกเขาได้รับความกดดัน มีความกลัวเป็นพื้นฐาน 

 “ไม่ได้หวังให้เขาเข้าถึงธรรมะ แต่หวังว่า ถ้ามีสักคนในกลุ่มได้คิด อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าก้าวออกมาในสังคมที่ตัวเองเผชิญ แล้วพร้อมจะเดินมาหาเรา ก็พอแล้ว เพราะเวลาอบรมแค่สามวัน เขาเปลี่ยนตัวเองไม่ได้หรอก ต้องออกไปอยู่ในสังคมแบบเดิม”

 แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่มีเยาวชนที่มีปัญหาบางคนกลับมาเดินภาวนากับพระถนอมสิงห์เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาเดินเท้าจากเชียงใหม่-นครปฐม เป็นเวลา ๕๐ วัน
 
 “อาตมาให้แนวคิดว่า การเดินแต่ละย่างก้าว ขอให้เดินอย่างมีความสุข มีสติ และไม่ทุกข์ มีผู้ร่วมเดินตลอดทาง ๕-๖ คน โยมแม่อายุ ๖๐ปี และเด็กจากศูนย์ฝึกอบรมมาพร้อมไม้เท้าเพราะประสบอุบัติเหตุ ก็มาร่วมเดินด้วย อาตมาเดินจนเล็บขบเลือดออก เพราะมีโรคประจำตัว แต่ก็หายระหว่างทาง มีโยมคนหนึ่งช่วย และมีคนบอกว่าคนนี้เก่ง เรานึกว่าเป็นหมอ ปรากฏว่าเป็นช่างตัดเล็บ”

 การเดินภาวนาลักษณะนี้ พระถนอมสิงห์บอกว่า เป็นการเรียนรู้ตัวเอง แต่ปีนี้คงไม่ได้จัด เพราะกำลังก่อสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ปีหน้าจะเดินจากอีสานมานครปฐม และอีกสองปีข้างหน้าจะเดินจากเมืองไทยไปอินเดีย

 “การเดินเท้าที่ผ่านมา อาตมาตั้งกฎไว้ว่า ให้ต่างคนต่างถือสิ่งของตัวเองแต่พอเดินไปสักระยะก็แบ่งหน้าที่กัน กลายเป็นสังคมเกื้อกูล แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาเลย มีการทะเลาะกันบ้าง”

 นี่คือเรื่องราวบางเศษเสี้ยวของพระถนอมสิงห์ ที่น่าจะให้ข้อคิดดีๆ กับบางคนได้บ้าง

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ