ไลฟ์สไตล์

จับตา"ปลูกยางที่ใหม่ 8 แสนไร่"สารพัดปัญหาท้าทาย สกย.

จับตา"ปลูกยางที่ใหม่ 8 แสนไร่"สารพัดปัญหาท้าทาย สกย.

19 ก.ค. 2553

ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 มีพื้นที่เป้าหมาย 8 แสนไร่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ตามที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ (กนย.) เสนอ แต่มีการเปล

 นอกจากนี้ได้เปลี่ยนพื้นที่เป้าหมายของโครงการนี้ จากร่างเดิมแบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5.5 แสนไร่ ตามด้วยภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ ส่วนอีก 1 แสนไร่เป็นภาคกลลางและตะวันออก โดยไม่มีภาคใต้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ คือตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุดจำนวน 5 แสนไร่ ตามด้วยภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ ส่วนอีก 1.5 แสนไร่เป็นภาคกลลางและตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งโครงการนี้ดำเนินไปตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ คือสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เป็นผู้ดำเนินการ

 ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายสุเทพ แจ้งให้ที่ประชุมให้รับทราบถึงเหตุผล ว่า โครงการดังกล่าวเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน ปลูกยางพาราเพิ่มรายได้และมีความเข้มแข็ง เปิดโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งใหม่ที่มีศักยภาพในการปลูกยางพารามีทาง เลือกในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้เพิ่ม รวมทั้งส่งเสริมการสร้างงานในท้องถิ่น ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง และส่งเสริมพื้นที่การปลูกป่า ช่วยฟื้นฟูรักษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่ดี

 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 8 หมื่นถึง 1.6 แสนราย หากเกษตรกรปลูกยางพาราเฉลี่ยรายละ 5-10 ไร่ มีรายได้คิดเป็นมูลค่า 112,000-224,000 บาทต่อรายต่อปี โดยจะมีแรงงานภาคการเกษตรไม่น้อยกว่า 1 แสนคน และผลผลิตยางธรรมชาติของประเทศเพิ่มขึ้น นับจากปี 2560 เป็นต้นไป จำนวน 222,400 ตันต่อปี มูลค่าประมาณปีละ 22,240 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการคำนวณ ณ ราคายางเอฟโอบี ที่กิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 

 แม้โครงการนี้จะเป็นผลดีและจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่การดำเนินยังไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเกี่ยวการกับการหาต้ากล้าพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง เพราะนอกจากโครงนี้จะมีการขยายพื้นที่ถึง 8 แสนไร่ สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีสวนยางพารามาก่อนแล้ว ก็ยังมีเกษตรกรรายอื่นที่มีสวนยางพาราอยู่แล้วต่างก็ขยายพื้นที่ปลูกเช่นกัน เพราะราคายางพาราเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจเกษตรกร ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาชัดเจนคือปัญหาการขาดกล้าพันธุ์ยาง และราคาสูงเกินกว่างบประมาณที่รัฐจัดให้ เนื่องจากปัจจุบันโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ยังไม่ดำเนินการ แต่กล้ายางขาดแคลน และราคาสูงผิดปกติถึงต้นละเกือน 50 บาท จากก่อนหน้านี้เพียง 25 บาท

 นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการ สกย.ยอมรับในระหว่างที่เดินทางไปร่วมการสัมมนาในหัวข้อ "การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความปรองดองในสังคมชนบทโดยโครงการปลูกยางพาราใหม่ระยะที่ 3 และการเพิ่มมูลค่ายางพาราไทย" ที่จัดขึ้นที่โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าเดิมทีโครงการนี้ได้เสนอ ครม.ว่ามีระยะดำเนินการ 3 ปี คือปี 2553-2555 แต่เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของกล้ายางขาดแคลน และราคาค่อนข้างสูงต้นละกว่า 30-40 บาท ขณะที่ราคากล้ายางที่รัฐจะสนับสนุนงบประมาณเพียงต้นละ 18 บาท ตรงนี้รัฐคงไม่มีงบประมาณจัดซื้อ ดังนั้นจึงเสนอปรับแผนเหลือเพียง 2 ปี คือ 2554-2555 ปลูกปีละ 4 แสนไร่

 โครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 จำนวน 8 แสนไร่ ที่ ครม.เห็นชอบในหลักการไปนั้น นายวิทย์ บอกว่า เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อน มีพื้นที่ปลูกรายละ 2-15 ไร่เท่านั้น และต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน โดย สกย.จะให้ทุนแก่เกษตรกรไร่ละ 3,500 บาท และจะดูแลให้ 3 ปี ฉะนั้นโครงการดังกล่าาวต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น  3,974.56 ล้านบาท เป็นค่าปัจจัยการผลิตกล้าพันธุ์ยางและปุ๋ยจำนวน 2,823.2 ล้านบาท ค่าฝึกอบรมเกษตรกรตามเงื่อนไขใน 3 ปี จำนวน 800 ล้านบาท ค่าบริหารโครงการจำนวน 351.36 ล้านบาท

 ด้าน นายขุนศรี ทองย้อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพีเอส) ซึ่งรับผิดชอบด้านกล้ายางพาราของซีพีเอส กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ก่อนหน้านี้ว่า ตามที่รัฐบาลให้งบประมาณสำหรับกล้าพันธุ์ต้นละ 18 บาท คงเป็นไปไม่ได้สำหรับปัจจุบันเพราะสภาพความเป็นจริงอย่างพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ตกต้นละ 35-50 บาท ยังดีที่เลื่อนโครงการไปปีหน้า หากให้ดำเนินการทันทีปีนี้คงหากล้าไม่ได้ และแพงด้วย อย่างของซีพีเอส ซึ่งมีความพร้อมก็คงหาได้ในหลักหมื่นต้นเท่านั้น เพราะกล้าพันธุ์ที่ผลิตปีละราว 1 ล้านต้น เกษตรกรจองไปแล้วกว่า 90% 

 ขณะที่ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศ.) กล่าวว่า เขาจะเดินหน้านำโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ระยะ 3 ทำแผนปรองดองและสมานฉันท์ในชนบท ภาคประชาชนต่อไป ในนามของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะร่วมกับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ทำไปแล้วที่ขอนแก่น เดือนต่อไปจะจัดต่อที่เชียงใหม่ จนครบทั้ง 4 ภาค

 ส่วนการจัดหากล้าพันธุ์ยางพาราที่หลายฝ่ายเกรงจะมีไม่เพียงพอนั้น นายอุทัยระบุว่า จะให้เกษตรกรเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อเองจากแปลงที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการการเกษตร จะไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งมาประมูลเหมือนกับโครงการเดิม เพื่อลดการครหาว่าคอรัปชั่นเกิดขึ้น แต่มีปัญหาตรงที่ว่า ขณะนี้กล้ายางมีราคาสูงถึงต้นละเกือบ 50 บาท แต่รัฐบาลสนับสนุนเพียงต้นละ 18 บาทเท่านั้น ซึ่งเกรงว่าจะไม่เพียงพอ เนื่องจากตามโครงการนี้เกษตรกรต้องปลูกยางพาราไร่ละ 70 ต้น แต่สำรองการสูญเสียอีก 20 ต้น ในพื้นที่ 8 แสนไร่ต้องใช้กล้ายางถึง 72 ล้านต้น ส่วนอนาคตที่เกรงว่าราคายางจะตกต่ำ ขณะนี้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแล้ว

 ตรงนี้พอนึกภาพลางๆ ได้ว่า โครงการปลูกยางพาราในพื้นที่แห่งใหม่ 8 แสนไร่ ที่เพิ่งผ่าน ครม.เห็นชอบในหลักการเมื่อเร็วๆ นี้ ปัญหาต้องเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องกล้าพันธุ์ที่ สกย.ในฐานะพี่เลี้ยงต้องยื่นมือช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งตรงนี้ยังไม่รวมอีก 7 ปีข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรองรับแต่เนิ่นๆ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอาจประดังขึ้นมาอีกก็เป็นได้

ดลมนัส กาเจ