
ปรองดองเริ่มที่ตัวเองก่อนเสียงเล็กๆ ค่ายเด็ก5ศาสนา
ส่วนตัวเห็นว่าแผนปรองดองแห่งชาติสำเร็จได้ ควรเริ่มจากตัวของเราเองก่อน ต้องรู้จักมองข้ามความต้องการของตนเอง กลับไปมองว่าคนอื่นเขาขาดอะไร รู้จักการเป็นผู้ให้ เสียสละเพื่อส่วนรวม จะทำให้บรรยากาศความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทย เราต้องเปลี่ยนวิธีการแสดงออกทางค
นี่คือหนึ่งเสียงเล็กๆ ของ "ด๋อย" วจนะ ฉลองความดี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ศริสเตียนรุ่นเยาว์ช่วยสะท้อนแนวทางสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติภายใต้ “แผนปรองดองแห่งชาติ” ของรัฐบาล ระหว่างร่วมทำกิจกรรมค่ายเยาวชนสมานฉันท์ สร้างความปรองดองในสังคมไทย วันที่ 12-14 กรกฎาคม ที่อุทยานการเรียนรู้ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา จ.ชลบุรี จัดโดยกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับองค์กรทางศาสนา
“หลักสูตรปรองดอง” ฉบับเยาวชน 5 ศาสนานี้ ได้แก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์ กว่า 200 คน มาเข้าค่ายเสวนาตอบปัญหาจากผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา กิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน สันทนาการ ฐานการเรียนรู้ กิจกรรมจิตสาธารณะ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิถีชีวิตทางศาสนาที่มีความแตกต่างกัน มีความเข้าใจและเคารพในวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน รอยยิ้มฉันเพื่อน ความสนุกสนานที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่การเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน ปลูกฝังแนวคิดเรื่องความปรองดอง สมานฉันท์ และความสามัคคี อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุของค์เดียวกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างทางความคิดในสังคมไทยนั้น "ซารีนา" พัชริดา พันธุ์พฤกษ์ นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนท่าอิฐศึกษา นับถือศาสนาอิสลาม มองว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งปรับก็คือ ทัศนคติของคน ซึ่งจะทำอย่างไรให้คนไทยกลับมาสามัคคีกันอย่างเดิม การที่รัฐบาลจัดทำแผนปรองดองแห่งชาติ ไม่อยากให้ลืมในส่วนของโรงเรียน อยากให้โรงเรียนปลูกฝังความปรองดองให้แก่เด็กและเยาวชน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะนักการเมืองอย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอยากให้เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่า
ทางออกสำหรับเรื่องนี้ ธนายุต อินทวงษ์ นักเรียนชั้น ปวส.1 โรงเรียนสยามบริหารธุรกิจ พุทธศาสนิกชนตัวน้อย สะท้อนว่า แผนปรองดองแห่งชาติจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่ว่าคนไทยจะปฏิบัติตามหรือไม่ ในมุมมองของตนนั้น “ศาสนา” จะช่วยในเรื่องของความปรองดองแต่รัฐบาลกลับมองข้ามไปใช้อำนาจหน้าที่มาเป็นข้อบังคับให้คนมีความปรองดองกัน ทั้งที่หลักศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนรักและให้อภัยกันและกัน
ศาสนาทุกศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ สอนให้ใช้เหตุผลมากกว่าเชื่อสิ่งมีอิทธิฤทธิ์ มีหลักธรรมคำสั่งสอนที่มุ่งหมายสั่งสอนให้คนที่เป็นสมาชิกในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรมมีเหตุผลและศรัทธาในความถูกต้อง มีพิธีกรรมและเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนานั้นๆ บุคคลไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ บทบาทใดจะต้องยึดหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมหรือหลักคำสอนจะช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ อีกทั้งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
อย่างไรก็ตามคนไทยทั้ง 5 ศาสนาอยู่ร่วมกันมาช้านาน มีการแลกเปลี่ยนผสมผสานระหว่างศาสนาโดยไม่ขัดแย้ง เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการตั้งศาลพระภูมิ การขึ้นบ้านใหม่ การเข้าร่วมทำกิจกรรมกับศาสนาอื่น โดยไม่ถือว่าเป็นการเสื่อมเสียหรือเป็นบาป ยอมรับการแต่งงานกับคนต่างศาสนาได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันของครอบครัว และยังให้การคุ้มครองป้องกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
ดังที่ท่านพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนไว้ใน พุทธวิธีแก้ปัญหา เพื่อศตวรรษที่ 21 ตอนหนึ่งว่า...ทุกศาสนาสอนให้มนุษย์นั้นมองมนุษย์พวกอื่นในภาวะและฐานะที่เสมอกันกับตน ยอมรับและเคารพกัน และให้มองด้วยท่าทีของการที่จะอยู่รวมกัน คือมีทั้งความเสมอและสมาน แต่เห็นตรงกันว่า การทำลายชีวิตมนุษย์เป็นบาป คือฆ่าคนแล้วเป็นบาปทั้งนั้น ไม่ว่าฆ่ามนุษย์คนไหนกลุ่มใด ให้หลักนี้เป็นพื้นฐานไว้ก่อน...แนวคิดเช่นนี้ปลูกฝังให้เด็กๆ กว่า 200 คนในค่ายนี้เกิดความรู้สึกเชิงคุณธรรมในแง่บวก อย่างน้อยก็มี “เมตตาธรรม” ต่อกันและกันนั่นเอง
0 ผกามาศ ใจฉลาด0 รายงาน



