
เปิดโรงเรียนแม่วัยรุ่น
ปัญหาวัยรุ่น "ท้องไม่พร้อม" หรือ "แม่วัยทีน-แม่วัยโจ๋" กำลังจะกลายเป็นวาระแห่งชาติ สืบเนื่องจากงานวิจัยระบุว่า ทั่วประเทศไทยมีเด็กทารกประมาณ 1 แสนคน ที่เกิดจากแม่อายุต่ำกว่า 20 ปี ล่าสุด มีการผลักดัน "กฎหมายคุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์" เพื่อเปิดโอกาสให้แม่ว
"การดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพของวัยรุ่นตั้งครรภ์ สิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ยังคงต้องใช้ความรู้จากผู้รู้ด้านการบริหารจัดการภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยต้องพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบ โดยเฉพาะด้านการป้องกัน การเฝ้าระวัง การดูแลแก้ไขปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ และทารกเกิดก่อนกำหนด เพื่อให้เกิดการบูรณาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไข อันจะนำพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนาก้าวต่อไป" พระดำรัสตอนหนึ่งของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ในฐานะองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการ ประจำปี 2553 เรื่องวัยรุ่นตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนด ปัญหาที่ท้าทาย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ในงานเดียวกันนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ท้าทายรัฐบาล ประเทศไทยถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกที่กำลังเผชิญปัญหานี้ เพราะหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ตั้งครรภ์แล้วเข้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐ เพราะไปทำแท้งมีถึงร้อยละ 28.5 ที่สำคัญมากกว่าร้อยละ 25 ของเด็กกลุ่มนี้จะกลับมาตั้งครรภ์ซ้ำภายในเวลา 2 ปี การดูแลวัยรุ่นตั้งครรภ์มีค่าใช้จ่ายประมาณรายละ 1.75 แสนบาท ถ้าแก้ปัญหานี้สำเร็จผู้หญิงที่ตั้งท้องในวัยอันสมควรคือ 20-35 ปี จะเสียค่าใช้จ่ายรายละ 5,000 บาท ซึ่งจะประหยัดงบประมาณรัฐและไม่ก่อให้เกิดปัญหาเคร่งเครียดแก่ครอบครัว ไม่ก่อให้เกิดพัฒนาการที่ผิดปกติของทารก ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3-4 ปี
แต่ปัญหาที่นายกฯ ไม่ได้พูดถึงในวันนั้นคือ เด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่ท้องโดยไม่พร้อมกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจนเป็นลูกเศรษฐี ลูกข้าราชการหรือลูกแม่ค้า ต่างเผชิญปัญหาเดียวกัน คือ การถูกละเมิดสิทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากคนในสังคมส่วนใหญ่เมื่อรู้ว่าเด็กวัยรุ่นคนใดตั้งท้อง ไม่ว่าพ่อเด็กจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เด็กสาวจะถูกประณามด้วยคำพูดและสายตาจากคนรอบข้าง พายุร้ายจะกระหน่ำซ้ำเติมมาเป็นระลอกๆ เริ่มจากครูในโรงเรียนที่จะกดดันให้ลาออก แฟนหนุ่มหรือพ่อแม่บังคับให้ไปทำแท้ง เพื่อนๆ ไม่กล้าคบ เด็กหญิงที่กำลังตั้งท้องหลายคนจึงต้องหาทางออกโดยการทำแท้ง หรือไม่ก็ปลีกตัวเองออกไปดิ้นรนเลี้ยงลูกน้อยตามลำพัง ด้วยวิธีหากินต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่อาจยอมรับได้
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พยายามผลักดันให้มีการผ่านร่าง "พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์" เพื่อแก้ปัญหาข้างต้นอย่างเร่งด่วน มีเนื้อหาสำคัญ 6 ข้อ คือ
1.กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติ
2.หากหญิงมีครรภ์ที่อยู่ในภาวะไม่พร้อมมีบุตร หรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองและเลี้ยงดูบุตรได้ รัฐต้องช่วยเหลือ
3.รัฐหรือนายจ้างภาคเอกชนที่มีหญิงมีครรภ์ปฏิบัติงาน ต้องไม่ขัดขวางการลาคลอดตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
4.รัฐหรือนายจ้างเอกชนมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ล่วงเกิน คุกคาม ทางเพศต่อลูกจ้าง
5.สถานศึกษามีหญิงมีครรภ์ที่อยู่ในระหว่างศึกษา ต้องอนุญาตให้ศึกษาต่อได้ทั้งระหว่างตั้งครรภ์และภายหลังคลอดบุตรแล้ว
6.ให้สถานศึกษาจัดให้มีการสอนเพศศึกษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับวุฒิภาวะและวัยผู้เรียน
ประเด็นสำคัญทั้ง 6 ข้อ ดูเหมือนข้อ 5 จะได้รับการถกเถียงมากที่สุด บางฝ่ายไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าการให้เด็กหญิงอุ้มท้องมาโรงเรียนตามปกติ จะเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้วัยรุ่นไม่ป้องกันเวลามีเซ็กส์ ปล่อยให้มีลูกได้อย่างเสรี จนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและไม่เหมาะสมในสถานศึกษา
"สุดารัตน์ เสรีวัฒน์" ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก แสดงความเห็นจากประสบการณ์ที่ช่วยเด็กวัยรุ่นท้องไม่พร้อมมาหลายสิบปีว่า ที่ผ่านมาแม้โรงเรียนจะไม่มีกฎห้ามนักเรียนตั้งท้องมาเรียน แต่ในทางปฏิบัติก็จะโยงเข้ากับข้อที่ว่า มีความประพฤติไม่เหมาะสม แล้วก็หาช่องไล่ออกหรือกดดันให้หยุดเรียนจนกว่าจะคลอดลูกเสร็จ ทำให้เด็กเคว้งคว้าง ออกไปเร่ร่อนอยู่กับเพื่อนตามท้องถนน ส่วนตัวแล้วถ้ามีกฎระเบียบชัดๆ ไปเลยว่า ห้ามไล่ออกจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กกลุ่มนี้มาก ส่วนกลุ่มที่กังวลว่าจะสร้างค่านิยมท้องในวัยรุ่นนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเด็กสาวส่วนใหญ่จะรู้สึกอับอายขายหน้า และแทบไม่อยากมาโรงเรียนอยู่แล้ว ยิ่งถ้าโรงเรียนผลักพวกเขาออกไปก็จะยิ่งเตลิด
"ไม่มีเด็กที่ไหนเห็นเพื่อนท้องแล้วอยากท้องตามหรอกนะ สิ่งที่อยากเสริมคือต้องดูแลครู เพราะครูผู้ชายหลายคนเป็นต้นเหตุทำนักเรียนท้อง ตัวอย่างเช่น เด็กในโรงเรียนภาคอีสานแห่งหนึ่งตั้งท้องเพราะครู พอไปสืบประวัติก็รู้ว่าครูคนนี้ย้ายมาสุโขทัยเพราะทำเด็กท้อง และสืบต่อไปก็รู้ว่าก่อนมาอยู่สุโขทัยก็เคยทำเด็กท้องในโรงเรียนอื่นก่อน แต่ที่ไม่มีใครเอาผิดเพราะผู้บริหารโรงเรียนกลัวเสียชื่อ ไม่อยากเป็นข่าวเลยช่วยครูปกปิด แล้วช่วยทำเรื่องย้ายไปสอนโรงเรียนอื่น ปัญหาแบบนี้สำคัญ การอบรมครูเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การอบรมเด็ก" สุดารัตน์ยกตัวอย่างปัญหาให้ฟัง
เช่นเดียวกับ อ.นคร สันธิโยธิน ผู้ก่อตั้งโครงการห้องกุหลาบขาว ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ครูผู้โด่งดังจากการสอนเรื่องเพศศึกษาอย่างถึงพริกถึงขิง วิเคราะห์ว่า ส่วนใหญ่เด็กนักเรียนหญิงที่ตั้งท้องจะเป็นเด็กดี ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นใจแตก เพราะเด็กกลุ่มหลังจะเอาตัวรอดได้ไม่ค่อยตั้งท้อง เด็กแว้นเด็กเกเรจะรู้วิธีจัดการตัวเอง แต่เด็กสาวที่ผิดพลาดตั้งท้องจะเป็นเด็กเรียนหรือเด็กซื่อๆ ผู้ใหญ่ต้องมองให้ไกล ใจต้องกว้าง ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญ ถ้าครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเด็กก็จะมีความรู้เรื่องนั้นเป็นพิเศษ เช่น เรื่องเรียน เงิน หรือสุขภาพทางเพศ
"วิธีแก้ปัญหาที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ เด็กผู้ชายต้องถูกสอนให้เป็นสุภาพบุรุษ ครูเคยเอาไข่ไก่ให้นักเรียนชายไปดูแล 8 วัน ทำอย่างไรไม่ให้ไข่เน่า แค่ไข่ใบเดียวยังดูแลไม่ได้ จะดูแลลูกที่เกิดมาได้อย่างไร เด็กก็เริ่มเข้าใจและยอมรับว่า แค่อยากมีเซ็กส์ ไม่ได้อยากเป็นพ่อคน เราก็สอนต่อว่าการทำแฟนท้องเป็นตราบาปอาจติดคุก ให้คิดว่าแฟนเราก็เป็นผู้หญิงเหมือนแม่เรา น้องสาว หรือพี่สาวของเรา ถ้าสอนให้มีความเข้าใจเรื่องนี้ปัญหาก็จะเริ่มน้อยลง" ครูสอนเพศศึกษาแนะนำ
จากงานวิจัยเรื่อง "การละเมิดสิทธิการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่นหญิง" จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัยรุ่นหญิงอายุ 13-22 ปี ร้อยละ 84 ตั้งครรภ์ไม่พร้อม อายุ 19-22 ปี เคยตั้งครรภ์มากถึงร้อยละ 25 รองลงมาคือกลุ่มอายุระหว่าง 13-15 ปี ร้อยละ 23 วัยรุ่นบางคนใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมากกว่า 30 ครั้ง วัยรุ่นหญิงร้อยละ 53 ตัดสินใจทำแท้งเถื่อน สอดคล้องกับข้อมูลกรมการปกครองที่ระบุว่าปี 2551 มีทารกคลอดทั้งหมด 7.9 แสนคน เป็นทารกที่คลอดจากแม่อายุต่ำกว่า 20 ปี สูงมากถึง 9.6 หมื่นคน คิดเป็นร้อยละ 12 จากแม่ที่มาคลอดบุตรทั่วประเทศ



