
ธ.ก.ส.ผู้ช่วยพระเอก ปฏิรูปประเทศ
นักปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า จงอย่าให้การเรียนรู้ของท่านนำไปสู่แค่" ความรู้ "จงนำมันไปสู่การลงมือกระทำ คำพูดนี้สะท้อนความกังวลของสังคมว่า ท่าทีการปฏิรูปของรัฐบาลจะนำไปสู่แค่ ความรู้ ไปไม่ถึงลงมือปฏิบัติ ถ้าถามกันตรงๆ ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทย คนไทย สังค
สังคมไทยผ่านกระบวนการถกเถียงปัญหา วิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด มีเอกสาร สัมมนา วิจัยมากมายจนเป็นความรู้กองโตที่เรียกว่า “ท่วมหัว” แต่สิ่งที่สังคมไทยขาดมาตลอดทุกรัฐบาล คือการลงมือปฏิบัติ การเอาจริงกับปัญหา
อาจารย์ยักษ์ยังกังขาว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งขึ้นนี้ ตั้งเพื่อมาคุยหรือลงมือแก้ปัญหา ถ้ายังมีหน้าที่ “คุยปัญหา" และส่งลูกต่อให้คนอื่นแก้ ก็เสียเวลาอีกเช่นเคย แต่พิจารณาดูรายชื่อแล้วไม่มีใครมีอำนาจในการแก้ปัญหาเลย ภาระหน้าที่ยังตกอยู่ที่ “กลไกรัฐ” ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาพ “หมดน้ำยา” สุดท้าย คนมีหน้าที่คิดก็คิดไป คนมีหน้าที่ทำแต่ไม่ทำเสียอย่าง ปัญหาบ้านเมืองก็จะวนซ้ำรอยเดิม
อาจารย์ยักษ์ย้ำเสมอว่า การแก้ปัญหาประเทศ คือแก้ปัญหาชนบท ดังนั้นการปฏิรูปประเทศ คือปฏิรูปชนบท ขณะนี้มองไปที่กลไกรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหาชนบทแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ เพราะเห็นแต่ข้าราชการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง เมื่อได้แล้วก็ทำกำไรกลับคืนด้วยการโกงกินคอรัปชั่น หรือไม่ก็อาศัยระบบส่วยเรียกกำไรกลับคืนไป แทบไม่เห็น “อัศวิน” ในหมู่ข้าราชการที่จะทำหน้าที่รับใช้ประชาชนได้จริงๆ
ทว่ารัฐบาลฉลาดและใช้คนเป็น ก็เชื่อว่ากลไกที่ยังอยู่ภายใต้การดูแลที่ถือว่ายังคล่องตัว มีประสิทธิภาพสูง และจะเป็น “ผู้ช่วยพระเอก” ของรัฐในการทำหน้าที่ปฏิรูปชนบทได้ดีที่สุด ขณะนี้คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
หากจำกันได้ ธ.ก.ส.ถูกตั้งปี 2509 โดยดำริของรัฐบาลสมัยที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มี อาจารย์จำเนียร สาระนาค ผู้ได้ชื่อว่า “บิดาแห่งสินเชื่อเกษตรไทย” เป็นผู้บุกเบิกสร้าง ธ.ก.ส.ให้เป็นที่พึ่งพิงของเกษตรกรคนยากคนจนอย่างแท้จริง
ภารกิจหลักของ ธ.ก.ส.ที่แตกต่างจากธนาคารทั่วไปคือการ “พัฒนาชนบท” ด้วยการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ให้พึ่งพาตนเองได้ เปรียบได้กับเอดีบี หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เลยทีเดียว แม้ทุกวันนี้ ธ.ก.ส ยังเขียนไว้ชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ของ ธ.ก.ส. ที่ว่า เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาชนบทที่มั่นคง มีการจัดการที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย
มาปี พ.ศ.2553 ที่ ธ.ก.ส.อายุครบ 44 ปีเปรียบได้เหมือนหนุ่มใหญ่ ที่ยังมีกำลังวังชา สติปัญญา ประสบการณ์ แต่ภาพลักษณ์จากหนุ่มน้อยเสื้อม่อฮ่อม มาเป็นหนุ่มใหญ่ผูกเนกไทกลายสภาพเป็นแบงเกอร์ ดังนั้น สิ่งที่ ธ.ก.ส.จำเป็นต้องกลับมาทบทวนใหม่ คือบทบาท ว่าจะเป็น “นักพัฒนา” หรือ “แบงเกอร์” ที่ต้องอยู่ให้ได้โดยอาศัยดอกเบี้ยของลูกค้าที่เป็นเกษตรกร
หากจิตวิญญาณ ธ.ก.ส.ยังเป็นนักพัฒนาเหมือนเมื่อครั้งเริ่มต้น การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญจะแสดงศักยภาพในฐานะ “ผู้ช่วยพระเอก” ขี่ม้าขาวมากอบกู้ประเทศชาติ ระดมสรรพกำลังมหาศาลที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคช่วยให้ประเทศพ้นจากหายนะได้ แต่หากยังเห็นตนเองเป็น “แบงเกอร์” ทุกแนวคิด ทุกการกระทำหนีไม่พ้นต้องอิงอยู่กับการทำกำไรกับเกษตรกร ด้วยการให้พวกเขาเป็นหนี้เป็นสินไปตลอดเหมือนธนาคารทั่วไป
ถึงตอนนี้ ธ.ก.ส.ต้องเลือกระหว่างจุดยืนที่จะ “ช่วยเหลือ” หรือ “ช่วยเถือ” กระดูกสันหลังของชาติ อาจารย์ยักษ์หวังว่าจิตวิญญาณของอาจารย์จำเนียร สาระนาค จะยังเป็นจิตวิญญาณของชาว ธ.ก.ส.ในภาวะที่ประเทศกำลังวิกฤติเช่นนี้
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"
[email protected]



