
มนตรา ตุรกี
ตุรกีไม่ใช่แค่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอินเทรนด์นะ แต่นาทีนี้ร้อนแรงสุดๆ ยิ่งปีนี้อิสตันบูลเพิ่งคว้ารางวัลเมืองวัฒนธรรมของยุโรปประจำปี 2010 เสน่ห์ของตุรกีจึงจัดจ้านขนาดที่คนทั้งโลกต่างพากันพุ่งเข้าหา
ไม่อยากตกเทรนด์ เลยเกาะเรือบินของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ (www.thy.com, 0-2231-0300-7) ที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปกลับนครอิสตันบูลทุกวัน เป็น 10 ชั่วโมงที่แสนสบาย เพราะทั้งที่นั่งและบริการของเตอร์กิชนั้นจัดว่าเป็นหนึ่งในความสมบูรณ์แบบสายการบินหนึ่งเลยทีเดียว
รัฐบาลตุรกีเนรมิตสนามบินอตาเติร์กเอาไว้เนี้ยบเกินคาด เรียกว่าได้มาตรฐานยุโรปเป๊ะ ใต้ถุนสนามบินมีรถไฟใต้ดินพาเข้าใจกลางเมือง ไวปรู๊ดปร๊าดแบบนึกไม่ถึง แบกเป้ลงรถไฟใต้ดินไปต่อรถรางอีกตลบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงโดยประมาณก็ถึงจัตุรัสสุลต่านอาห์เหม็ด อันเป็นสะดือเมืองของอิสตันบูล
ค่ารถไฟใต้ดิน 1.5 ลีรา (1 ลีรา ประมาณ 20 บาท) บวกกับค่ารถรางอีก 1.5 ลีรา รวมแล้วคิดเป็นเงินไทยประมาณ 60 บาท นับว่ายังเป็นต้นทุนการเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองที่ยังไม่สะเทือนใจนักเดินทางชั้นประหยัดเท่าไหร่นัก แต่ราคาเรือนพักรังหนูนี่สิ แพงจี้ติดพวกยุโรปฝั่งตะวันตกไปติดๆ
ข่าวว่าปีนี้อะไรๆ ในตุรกีก็ดีดตัวแพงขึ้นแบบไม่เกรงใจชาติไหนในยุโรป ข้อหาที่เป็นเมืองเนื้อหอม เลยมีเหตุผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในตุรกีทะยานขึ้นอย่างชอบธรรม
แล้วนี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย คลื่นคนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉันในสุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ด ภาพมันฟ้องว่าไม่มีใครหวั่นไหวในความแพงของตุรกีเลยแม้แต่น้อย ตัวเลขที่ว่าตุรกีมีนักท่องโลกมาเยือนปีละ 25 ล้านคน บวกลบคูณหารแล้วมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเฉลี่ยวันละ 7 หมื่นคน ดูท่าว่าจะไม่ผิดคำคุยโวเลยแม้แต่น้อย ตัวเลขสูงขนาดนี้ อย่าใช้คำว่านักท่องเที่ยวเข้าเลย เรียกว่าไหลจะเหมาะกว่า
คงเพราะความสวยของภายในสุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ด ทำให้ทุกคนลืมเรื่องแพงๆ ของตุรกีไปสนิทใจ
มองอย่างคนไร้เหลี่ยมมุมของศิลปะ และความรู้เรื่องสถาปัตย์เท่าหางอึ่ง ฉันว่าบรรยากาศและการตกแต่งน่าจะเป็นวังมากกว่าสุเหร่าสวยแบบนั้นเลยสวยชนิดไม่มีใครยอมถอนฝีเท้าออกจากพรมนุ่มๆ บนพื้นอย่างง่ายดายนัก เมื่อไม่มีใครยอมถอนสมอจึงเกิดการเบียดเสียดจอแจของคลื่นคน
มัสยิดสีฟ้า (Blue Mosque) เป็นคำเรียกขานของศาสนสถานอันมหึมาแห่งนี้ตอนมองจากด้านนอก ฉันแอบเรียกว่า Big Mosque อยู่ในใจ ก็เล่นมหึมาซะขนาดนั้น ไม่รู้จุคนได้เท่าไหร่ รู้แต่ว่าจุความสวยเอาไว้เกินกว่าจะช่างตวงวัด
พูดตามตรง ฉันเห็นความใจกว้างของตุรกีตั้งแต่อยู่ภายในสุเหร่านี้แล้ว นี่ถ้าเป็นประเทศมุสลิมที่อื่นๆ เขาไม่มีทางอนุญาตให้นักท่องเที่ยวประเภทโชว์เนื้อหนังมังสาเข้าไปเดินเพ่นพ่านภายในสุเหร่าเป็นอันขาด เรียกว่าเคร่งครัดกันขนาดต้องเอาผ้าคลุมให้เหลือแต่ใบหน้า ที่นี่ยังยอมอนุโลมให้บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยปละละเลยซะทีเดียว
ที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนนั่งรถเข้าเมืองแล้ว ว่าชาวตุรกีเองเขาก็ไม่ได้เคร่งครัดกับเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนมุสลิมชาติอื่น โดยเฉพาะฝ่ายหญิงแต่งตัวค่อนข้างทันสมัยเสียด้วยซ้ำ เรียกว่าผู้หญิงที่คลุมฮิญาบ (ผ้าคลุมผม) ส่วนมากก็เป็นผู้หญิงมีอายุ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ เขาแต่งตัวเด้งอวดไฮไลท์และสีผมสุดเปรี้ยวกันให้เกลื่อนไปหมด
และไม่แปลกอีกเช่นกัน ถ้าจะเห็นชาวยิวมาเดินเตร็ดเตร่ทั้งในมาดของนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยทั้งที่อาหรับชาติอื่นๆ พากันยี้ใส่ยิว แต่ตุรกีเปิดประตูบ้านรับยิวอย่างคนใจกว้าง ขนาดสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ ยังเป็นสายการบินสัญชาติอาหรับแห่งเดียวที่บินเข้าอิสราเอล
คนตุรกีเองก็ดูสบายๆ ใช้ชีวิตอย่างไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ออกจะค่อนไปทางสนุกสนานด้วยซ้ำ
นั่งเล่นเพลินๆ อยู่ตรงลานกว้างของจัตุรัสสุลต่านอาห์เหม็ด ชายตามองนักท่องเที่ยวและเจ้าถิ่นที่เดินโฉบเฉี่ยวไปมา เพื่อวิเคราะห์สาเหตุแห่งความเนื้อหอมของตุรกี ซึ่งน่าจะผสมผสานสาเหตุหลายประการ
หากมองในเชิงวัฒนธรรม ก็น่าจะเป็นความที่ตุรกีเป็นประเทศที่ผึ่งตัวคลุมอยู่ 2 ทวีป เมื่อตุรกีมีทั้งวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกผสมผสานเคล้ากัน เอเชียนัดพบกับยุโรป นั่นจึงเป็นเสน่ห์ที่ผิดแผกจากชาติไหนๆ ในโลก
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ ตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น นครคอนสแตนติโนเปิลอันเกรียงไกร ในอดีตคือฐานที่มั่นของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ อาณาจักรไบแซนไทน์ก็รุ่งเรืองและเสื่อมลงที่นี่ ไล่ไปจนถึงอาณาจักรออตโตมันที่รุ่งโรจน์ไม่แพ้จักรวรรดิไหน ตุรกีจึงชุ่มฉ่ำไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
หรือหากจะมองในเชิงภูมิศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าอยู่ในยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้นมี 3 ทะเลห้อมล้อมเอาไว้ ทั้งทะเลดำ อีเจียน และเมดิเตอร์เรเนียน ตุรกีจึงพกพาความสวยเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย
สุดท้ายหากมองในเชิงไสยศาสตร์ ฉันว่าตุรกีเป็นเมืองมีมนต์ ลักษณะนี้เทพธิดาพยากรณ์ขอทำนายว่า ทุกคนต่างโดนมนตราอาหรับเข้าไปเต็มๆ แผ่นดินตุรกีเลยเลอะรอยเท้านักท่องเที่ยวไปทั่วเมือง
"กาญจนา หงษ์ทอง"



