
เตือนเกษตรกรอย่ามือเติบหวั่นราคาพืชผลร่วง
เตือนชาวนา-ชาวไร่ สินค้าเกษตรราคาดีอย่าใช้จ่ายเพลิน ชี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่คุมไม่ได้ ราคาอาจวูบได้อีก หากก่อหนี้ระวังไม่มีเงินใช้คืน ระบุรายได้ภาพรวมไม่ได้สูงตามจีดีพีที่ขยายตัว
นายอภิชาติ จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวในการสัมมนาวิชาการ เรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตรครึ่งปีแรกของปี 2553 ว่า ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคการเกษตรมีการขยายตัว 1.4% จากความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และจากความรุนแรงของภัยแล้งจึงคาดว่าผลผลิตในภาพรวมจะลดลง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่ารายได้ของเกษตรกรในภาพรวมจะสูงขึ้นทั้งหมด เนื่องจากเมื่อดูในรายสินค้าแล้ว พืชหลักที่สำคัญและมีมูลค่าการส่งออกสูง เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยังมีปัญหาในด้านผลผลิตและราคา
นอกจากนี้ ภาคการเกษตรยังเป็นอาชีพที่มีปัจจัยเสี่ยง ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยแล้ง ภาวะเศรษฐกิจของโลก การเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เป็นต้น แม้ภาครัฐจะมีมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ดังนั้น เกษตรกรอย่าประมาท หรือมีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งในปี 2551 ที่ราคาสินค้าเกษตรสูงมาก เกษตรกรได้ซื้อรถใหม่จำนวนมาก เกิดภาระหนี้สินและไม่สามารถชำระได้ เมื่อราคาสินค้าเกษตรเริ่มปรับตัวลดลงในปี 2552
ด้านนายสาโรช อังศุมาลิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตรของกระทรวงเกษตรสหรัฐ และองค์การสินค้าเกษตรและอาหารแห่งสหประชาติ (เอฟเอโอ) พบว่า สถานการณ์สินค้าข้าว ข้าวโพด อ้อย ยังน่าเป็นห่วง ยกเว้นยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากเกษตรกรต้องเจอกับความเสี่ยง ด้านการผลิตและราคาที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ข้าวโพด อ้อย ไม่ควรเก็บผลผลิตไว้ ควรรีบขายทันทีในช่วงที่ราคายังดีอยู่
ทั้งนี้ ตามผลวิเคราะห์ของเอฟเอโอ คาดว่าผลผลิตข้าวของโลกในปี 2553/54 จะมีประมาณ 682 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 456 ล้านตันข้าวสารเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิม ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 675 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 451 ล้านตันข้าวสาร และคาดว่าการค้าข้าวของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงระหว่างผู้ส่งออก



