
ค่ายเยาวชนจีน-อาเซียนปี5สร้างมิตรภาพบนความต่าง
"ด้วยเพราะต้องการให้เยาวชนจาก 10 ประเทศอาเซียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจอันดีกับเยาวชนจีน รวมถึง เรียนรู้ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมเพื่อสร้างมิตรภาพที่ดี อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเข้าใจ"
เมื่อเร็วๆ นี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงจัดโครงการค่ายเยาวชนจีน-อาเซียน ครั้งที่ 5 (China-Asean Youth Camp) ที่เมืองหนานหนิง กุ้ยหลิน และเมืองกุ้ยหยาง โดยมีเยาวชนเข้าร่วมเกือบ 100 คน ในจำนวนนี้เป็นตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน จากหลากหลายอาชีพ อาทิ สื่อมวลชน นักเรียน นักศึกษา และข้าราชการรุ่นใหม่
น.ส.แสงดาว อารี หัวหน้ากลุ่มประสานงานต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ(สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ที่ประกอบอาชีพสายงานเดียวกันในแต่ละประเทศ จะเป็นประโยชน์ในการนำมาปรับปรุงการทำงานของแต่ละคน และได้มีปฏิสัมพันธ์กับเยาวชนจากจีนและประเทศอาเซียนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ส่งผลให้พวกเขามีความเข้าใจกันและกัน นำไปสู่ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยมิตรภาพในอนาคต
การสร้างมิตรภาพระหว่างเยาวชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ดำเนินการผ่านกิจกรรมและการศึกษาดูงานในสถานที่ต่างๆ ร่วมกัน ทำให้การพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษดังเซ็งแซ่ตลอดเวลา โดยเริ่มต้นวันแรกด้วยการรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เชื้อชาติกว่างซี ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและเอกลักษณ์ของแต่ละชนชาติ ทำให้รู้ว่าภายในเมืองหนานหนิงมีคนจีนหลากหลายเชื้อชาติทั้งจ้วง ฮั่น ม้ง และอาศัยอยู่ร่วมกัน
วันต่อมาออกเดินทางสู่เมืองกุ้ยหลิน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่างซี ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติรวมถึงคนไทยสนใจเข้าศึกษาเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีนกว่า 1,500 คน จากนั้นร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้แห่งมิตรภาพ เยี่ยมชมเขตอุตสาหกรรม ก่อนเหินฟ้าสู่เมืองกุ้ยหยางและใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้เป็นเวลา 4 วัน
เยาวชนได้เข้าศึกษาวิถีวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองที่หมู่บ้านชาวเมียว(Miao) ชนชาติที่มีจำนวนมากในพื้นที่นี้ และดูงานที่วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกุ้ยหยาง ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการรวบรวมตัวอย่างสัตว์และพันธุ์พืชต่างๆ ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคไว้มากมายนับพันๆชนิด และนักศึกษาของวิทยาลัยแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ต่างจากเมืองไทยที่แพทย์แผนไทยมักจะเป็นผู้สูงอายุ ปิดท้ายด้วยการนำเสนอรายงานเกี่ยวกับประโยชน์ของการเข้าร่วมค่ายและการแสดงเชิงวัฒนธรรมจากตัวแทนแต่ละประเทศ
ตลอดระยะเวลาร่วม 7 วันของการเข้าร่วมค่าย เยาวชนแต่ละประเทศได้มีโอกาสสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวของประเทศตน และแลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน ซึ่งสิ่งที่เยาวชนไทยได้รับการสอบถามมากที่สุด โดยเฉพาะจากเยาวชนสิงคโปร์ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แต่พวกเขาก็ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนคนไทยด้วยการอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้เป็นอย่างดี
"คิม" จิรสิน ขนิษฐานันท์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การสร้างความเข้าใจในความแตกต่างของแนวคิดและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคต่อไป ซึ่งในอนาคตประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาร่วมแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะต่างๆ เพื่อร่วมพัฒนาภูมิภาคให้มีโอกาสมากขึ้นในเวทีโลก การยอมรับและความสัมพันธ์ในระดับประเทศจึงมีความจำเป็นมากในระดับเยาวชน
ขณะที่ "น้องกริช" กิตติ แสงจันทร์ นักเรียนชั้นม.6 ร.ร.ไทรน้อย จ.นนทบุรี บอกว่า การได้เยี่ยมหมู่บ้านเหมียวกลางหุบเขา ซึ่งมีการพัฒนาที่ทันสมัยขณะเดียวกันก็ยังคงวัฒนธรรมชนเผ่าไว้ได้เป็นอย่างดี จนมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมาก เป็นสิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุด จึงอยากที่จะนำรูปแบบการพัฒนาลักษณะนี้มาปรับใช้ในการพัฒนาชุมชน โดยหมู่บ้านของเขามีความโดดเด่นในเรื่องของการอนุรักษ์ไม้ประดับที่มีมากกว่า 1,000 ชนิด คิดว่าน่าจะพัฒนาให้เป็นที่รู้จัก กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นได้
นับว่าการเข้าร่วมค่ายเยาวชนจีน-อาเซียนในครั้งนี้ เยาวชนได้เรียนรู้ ทำความรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนและประเทศอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรมมากขึ้น เหนืออื่นใด เชื่อแน่ว่าสิ่งที่เยาวชนไทยได้เรียนรู้ คือ มิตรภาพเกิดขึ้นได้แม้จะมีความต่างทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เช่นนั้นแล้วคนไทยด้วยกัน ย่อมอยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพที่ดีแม้มีความต่างทางความคิด
0 พวงชมพู ประเสริฐ เรื่อง 0
0 อนิวัฒน์ ทองสีดา ม.ศิลปากร ภาพ 0



