ไลฟ์สไตล์

นายกฯเปิดประชุมวันครูโลกลั่นรัฐบาลให้ความสำคัญพัฒนาครู-การศึกษา

นายกฯเปิดประชุมวันครูโลกลั่นรัฐบาลให้ความสำคัญพัฒนาครู-การศึกษา

24 มี.ค. 2552

นายกฯอภิสิทธิ์ เปิดประชุมวันครูโลก แสดงปราศรัยโชว์นานาชาติ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู และการพัฒนาการศึกษา ทุ่มงบ 21.8 % ของรายจ่ายรัฐบาลทั้งหมดเพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้เด็กไทย

ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เมื่อเวลา 9.00น.วันที่ 24 มีนาคม 2552  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ในโอกาสวันครูโลก และการประชุมนานาชาติ UNESCO-APEID ครั้งที่ 12 จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) บริติสเคาซิล องค์การซีมีโอ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วม 24 ประเทศ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส จีน เป็นต้น โดยมีนายจุรินทร์   ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) ให้การต้อนรับ

  นายกรัฐมนตรี   กล่าวในพิธิเปิดงานว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ประเทศไทยได้กำหนดให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ และได้มีการกำหนดวันครูโลก เมื่อ พ.ศ. 2537 ประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิก ของ UNESCO ที่ได้ร่วมฉลองความสำคัญของวันนี้ ซึ่งถือเป็นวันที่ช่วยให้เราตระหนักและเห็นความสำคัญถึงบทบาทสำคัญของครูทั่วโลก และยังเป็นโอกาสที่จะย้ำเตือนให้เห็นถึงข้อตกลงร่วมกันที่จะพัฒนาทั้งในด้านมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้เน้นเรื่อง นวัตกรรมทางด้านการสอนและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ถือเป็นหัวข้อที่ท้าทาย ทั้งนี้ เพราะคุณภาพของระบบการศึกษา คุณภาพของนักเรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของครู โดยเฉพาะ โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ครูจึงต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการที่จะต้องจัดเตรียมคนยุคต่อไปให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิต เพราะฉะนั้น การพัฒนาคุณภาพของครูจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเน้นการสร้างความพร้อมให้แก่ครูและการพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งนอกจากจะต้องมีความสามารถด้านวิชาการแล้ว แต่ยังต้องเน้นถึงด้านศีลธรรมและจริยธรรมด้วย

 “รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ครู การพัฒนาด้านวิชาชีพซึ่งไม่ใช่แค่เชิงเทคนิคเท่านั้น แต่รวมถึงการเพิ่มขวัญกำลังใจครู เช่น โครงการพัฒนาครู 5 ปี ซึ่งจะให้ครูใหม่นั้นได้รับการฝึกอบรม เตรียมการสอนเป็นเวลา 1 ปีก่อนจะประจำการ รวมถึงการประเมินผลงานของครูตลอดเวลา ครูคนใดที่มีผลงานดีจะได้รีบค่าตอบแทนที่สูงเทียบเท่าข้าราชการอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่มีการประชุมครั้งนี้เพราะเราจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศอื่น ๆ ด้วย และเชื่อว่าเมื่อจบการประชุมเราจะสามารถระบุมาตรการที่จะช่วยพัฒนาวิชาชีพครูให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อเราอยู่ในโลกเปลี่ยนแปลงเราต้องพัฒนาทักษะค่านิยมของเด็กให้สามาประสานเข้าด้วยกันระห่างโลกาภิวัฒน์ และชุมชนภิวัฒน์ หวังว่าแลกเปลี่ยนแนวคิดความคิดนำสู่นวัตกรรมเทคนิคการศึกษา นวัตกรรมทักษะการสอนต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า  ประเทศไทยมีการพัฒนาคุณภาพการสอนและการเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะเราต้องเจอความท้าทาย อย่างปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องคุ้มครองการศึกษาเด็กของเรา เพราะโรงเรียนของเรากว่า 13,000 โรงในชนบทมีปัญหาการขาดแคลนครู ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตลอดช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลได้จัดหาครูใหม่กว่า 12,000 คน มาทดแทนโดยเฉพาะในสาขาขาดแคลน โดย 17 % ของครูใหม่นี้ มาจากผู้ที่ได้รับทุนทางวิชาการ นอกจากนี้  รัฐบาลยังมีโครงการ “คืนครูสู่ห้องเรียน” ที่ช่วยลดภาระงานด้านธุรการต่างๆ ให้แก่ครู ซึ่งภาระงานเหล่านี้กินเวลากว่า 30% ของเวลาการสอน

 "ในปีการศึกษาที่จะมาถึงนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 18,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลาย ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณกว่า 21.8 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ง่ายเงินรัฐบาลทั้งหมด เป็นงบประมาณด้านศึกษาเพื่อให้นักเรียนได้รับค่าเล่าเรียนฟรี ชุดนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์ด้านการศึกษาต่างๆ รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น ลูกเสือ การออกค่าย การเรียนพิเศษ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต เพื่อให้นักเรียนได้รับการสอนและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เด็กนักเรียน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว