
สกศ.เปิดงานวิจัยดึงชุมชนมีส่วนร่วมจัดสมัชชาสุขภาพ
สกศ.เปิดงานวิจัยดึงชุมชนมีส่วนร่วม จัดสมัชชาสุขภาพ เชื่อปฎิรูปการศึกษาทศวรรษที่2 เดินหน้า ต้องอาศัยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2553 รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) กล่าวหลังเปิดงานประชุมนำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสมัชชาการศึกษาเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 เพราะกระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้หากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน สกศ.จึงได้วิจัย เพื่อหากระบวนการจัดสมัชชาการศึกษาที่ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจริง โดยนำร่องศึกษา 8 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา น่าน สงขลา สตูล ทั้งนี้รูปแบบสมัชชาที่ประสบความสำเร็จในขณะนี้ คือ สมัชชาสุขภาพ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมมาก จึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เราศึกษาเป็นตัวอย่าง แต่เรื่องการศึกษาอาจเห็นผลกระทบหรือความเจ็บปวดภายนอกไม่ชัดเจนเท่ากับด้านสาธารณสุข แต่ก็เป็นความปวดใจในระยะยาวที่ต้องแก้ไข
นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษา กล่าวว่า การจัดสมัชชาการศึกษาเป็นเรื่องดี และเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ซึ่งมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ก็มีเรื่องปฏิรูปการศึกษา เป็นห่วงว่าสมัชชาทั้ง 2 ส่วนจะทำงานซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงอยากให้ สกศ.?ทำบทสรุปเสนอต่อคณะกรรมการชุด ศ.นพ.ประเวศ รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
นางกรรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพเกิดจากการประชาชนผู้รับบริการสาธารณสุขเกิดความทุกข์จากการเข้ารับบริการ ส่วนการศึกษาจะรู้สึกเป็นทุกข์หรือไม่ เช่นกรณีคะแนนโอเน็ตที่ออกมาทำให้คนในวงการศึกษาเกิดความทุกข์หรือไม่ หากมีความทุกข์แล้วจะหาทางออกอย่างไร ทั้งนี้การจะสร้างสมัชชาการศึกษาให้สำเร็จเช่นเดียวกับสมัชชาสุขภาพได้นั้น จะต้องดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มร่วมกระบวนการสมัชชาทุกขั้นตอน ตั้งแต่ การรับรู้ข้อมูลว่าจะมีการจัดตั้งสมัชชาการศึกษา,การร่วมคิด,การร่วมวางแผน,การร่วมดำเนินการ,การร่วมติดตามประเมินผล,การร่วมใช้ประโยชน์



