ไลฟ์สไตล์

จม.ถึงผู้แทน 
ถึง รมว.สาธารณสุข

จม.ถึงผู้แทน ถึง รมว.สาธารณสุข

15 ก.ค. 2553

งดยาโรคหัวใจ เหมือนตายผ่อนส่ง ดิฉันพาคุณแม่ไปพบคุณหมอตามนัดที่ศูนย์แพทย์พัฒนา ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ คุณแม่มีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน และโรคหัวใจ ทำบอลลูนขยายเส้นเลือดหัวใจมาแล้ว 5 เส้น

 คุณหมอโรคหัวใจให้คุณแม่กินยาละลายลิ่มเลือดอุดตัน พลาวิคซ์ (Plavix) ทุกวัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายยาแต่อย่างใด
 ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2553 คุณหมอประจำตัวของคุณแม่ (ดูแลเรื่องเบาหวาน) แจ้งกับคุณแม่ว่า ต่อไปจะไม่ได้รับยาพลาวิคซ์ (Plavix) อีก เพราะกระทรวงสาธารณสุขสั่งให้งดจ่ายยาตัวนี้ เนื่องจากเป็นยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง กระทรวงต้องการตัดตัวยาที่ไม่จำเป็นออก
 คุณแม่ได้แจ้งให้คุณหมอทราบว่า ยาตัวนี้จำเป็นมาก เพราะเคยหยุดยาตัวนี้เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ช่วงที่ต้องผ่าตัดใส่รากฟันเทียม ปรากฏว่า มีอาการชาตามมือตามเท้า และเป็นตะคริว แต่เมื่อผ่าตัดใส่รากฟันเทียมเรียบร้อยและกลับมากินยาตัวนี้เหมือนเดิม อาการก็หายไป ดังนั้น ยาพลาวิคซ์ (Plavix) จึงจำเป็นมากสำหรับคนเป็นโรคหัวใจ
 พอคุณแม่ออกมาจากห้องคุณหมอและเล่าให้ดิฉันฟัง ก็มีผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ พูดขึ้นว่า ของเธอก็ถูกยกเลิกยาเหมือนกัน พร้อมกับนำซองยาตัวที่ถูกงดมาให้ดิฉันดู ซึ่งอ่านจากหน้าซองยา น่าจะเป็นแคลเซียมเสริมกระดูก ดิฉันจึงถามว่า เป็นโรคอะไร ผู้ป่วยท่านนั้นตอบว่า เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกเสื่อม และคุณหมอไม่ได้บอกด้วยว่าจะให้ยาอื่นทดแทนหรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกับของคุณแม่ ที่คุณหมอบอกว่า ให้กลับไปหาคุณหมอโรคหัวใจ เพราะศูนย์แพทย์ไม่มีการจ่ายยาทดแทนให้
 ในเมื่อยาที่ถูกยกเลิกเป็นยาที่จำเป็นสำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว กระทรวงสาธารณสุขก็ควรจะจัดหายาทดแทนที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเท่าเทียมกับยานอกที่สั่งงดไป ไม่ใช่ตัดขาด ไม่จ่ายยาอื่นทดแทน ทำให้คนไข้สับสน และไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากคุณหมอเจ้าของไข้เช่นนี้
 อยากถาม รมว.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ว่ามาตรการประหยัดค่ายา ด้วยการยกเลิกยาจำเป็นเหล่านี้ ทำเพื่ออะไร จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริงหรือ ดูแลกันมาตั้งนาน จะดูแลกันต่อไปไม่ได้เชียวหรือ คนเจ็บป่วยก็มีหัวใจเหมือนกันนะคะ
วิภา