ไลฟ์สไตล์

คุณและโทษของปาก

คุณและโทษของปาก

14 ก.ค. 2553

ปากคนเรานี้ช่างมีคุณและมีโทษเสียเหลือหลาย จนมีคำพูดออกมาว่า "ร่ำรวยเพราะคารม ล่มจมเพราะปาก ลำบากเพราะพูด"

  นักร้อง นักแสดง นักพูด ที่ปรารถนาชื่อเสียงและความดัง เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดดังๆ ได้ฟังเสียงปรบมือก็ยิ่งไมโครโฟน บ้าน้ำลาย ปราศจากสติยับยั้ง ทั้งร้องทั้งพูดแบบสุดตัว พองานจบลงจึงหันมาดูตนเองแล้วรำพึงว่า..."ทำไมกูต้องลงทุนถึงขนาดนั้น ทำไมกูบ้าขนาดนั้นเชียวหรือนี่" คิดได้ดังนี้ก็จะเกิดความเศร้าใจละอายจิต นอนปลงอนิจจังกับพฤติกรรมของตนเอง แต่กรณีนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ยังพอมีสติสัมปชัญญะเหลืออยู่บ้าง ส่วนพวกที่ขาดสติสัมปชัญญะจะไม่เกิดสภาวะดังเช่นว่ามานี้ พูดกันตรงๆ ก็คือ...มันบ้าไปเสียแล้ว...

 ขอถอนหายใจดังๆ อีกครั้ง... เฮ้อ...การตีกันไป โต้กันมาเพื่อเอาชนะกันนั้น จึงได้ยินชาวบ้านเขาพูดว่า..."มัวแต่กัดกันอยู่นั่นแหละ ไม่คิดจะทำมาหากินกันบ้างหรือไง ชาวบ้านลำบากกันทั่วหน้า เลือดตาแทบกระเด็นกันอยู่แล้ว"

 ครั้นเมื่อได้ยินอย่างนี้ก็เลยปลอบใจไปว่า "นี่แหละคือการทำมาหากินของพวกเขาเหล่านั้นนั่นแหละ บางคนก็ได้กินชั่วคราว บางคนก็หวังกินชั่วชาติ พวกเราจะไปหวังพึ่งอะไรจากพวกเขา ตั้งใจทำงานให้ดี เพื่อเอาภาษีไปให้พวกเขาถลุง พวกเขานั้นปากก็รักชาติกันทั้งนั้น แต่ใจคิดทรยศต่อประชาชน พวกปากกว้าง กระเพาะใหญ่ ใจหิวโซ

 เรื่องตีกันไป โต้กันมาของทุกฝ่าย นับวันแต่จะทวีคำหยาบคำสาปแช่ง ทำให้นึกถึงอาจารย์ท่านหนึ่งท่านเคยสอนให้เทศน์ วันหนึ่งท่านก็สอนวิธีเทศน์สังคายนา คือเทศน์แจง ว่ามูลเหตุของการที่พระมหากัสสปะทำการสังคายนาครั้งแรกนั้น เพราะท่านได้ฟังสุภัททะกล่าวโจมตีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านไม่โต้ตอบ ท่านสงบนิ่ง เพราะท่านมีปัญญาอันยาวไกลว่าไม่ควรโต้ตอบคนพาล ถ้าโต้ตอบไปคนพาลก็จะพาลพาโลยิ่งขึ้น จนถึงขนาด...เสียงดัง หน้าแดง ตะแบงอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อให้ตนชนะ

  ได้อ่านข่าวที่รัฐบาลจัดรายการโต้ตอบ ก็ไม่ว่ากัน แต่มันจะทำให้เรื่องบานปลายขยายความแตกสามัคคี รัฐมนตรีทุกกระทรวง โฆษกกระทรวง โฆษกรัฐบาล ต้องชี้แจงแถลงอย่างเป็นรูปแบบ มีข้อมูล มีเหตุผล ดำรงอยู่ในความเป็นสุภาพชน เช่าสถานีวิทยุทำรายการหรือแบ่งเวลาสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แถลงข้อมูล อย่าโต้ตอบ ประชาชนจะได้รับประโยชน์ทางความรู้ความเข้าใจ อย่าใช้วาจาเผ็ดร้อน ข้อมูลที่ดีมีความเป็นจริงเท่านั้นที่คนจะเข้าใจและศรัทธา

0 พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) 0