ไลฟ์สไตล์

สกย.รับปัญหากล้ายางขาดเลื่อนโครงการยาง8 แสนไร่เป็นปี54

สกย.รับปัญหากล้ายางขาดเลื่อนโครงการยาง8 แสนไร่เป็นปี54

12 ก.ค. 2553

โครงการยางพาราเฟส 3 ที่ ครม.เพิ่งอนุมัติ 8 แสนไร่สะดุด หลังเกิดปัญหากล้ายางขาดแคลน-ราคาแพง สกย.ปรับเป้าการส่งเสริมจากเดิมเริ่มปี 53 เลื่อนเป็นปี 54 พร้อมยืนยันการขยายพื้นที่ปลูกไม่ส่งผลกระทบต่อพืชอาหาร

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผอ.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความปรองดองในสังคมชนบท โดยโครงการปลูกยางพาราใหม่ ระยะที่ 3 และการเพิ่มมูลค่ายางพาราไทย ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น วันนี้ (12 ก.ค.) ว่า โครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 จำนวน 8 แสนไร่ซึ่งในเบื้องต้น ครม.เห็นชอบในหลักการ โดยเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อน พื้นที่ปลูกเฉลี่ยรายละ 2-15 ไร่ เกิน 15 ไร่ไม่ได้ ส่วนงบประมาณที่ใช้ดำเนินการกว่า 3,974 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่อุดหนุนเกษตรกรทางด้านปัจจัยการผลิต คือปุ๋ย และพันธุ์ยาง 2,823 ล้านบาท  ค่าฝึกอบรมเกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงการกรีดยางเป็นระยะเวลา 7 ปี จำนวน 800 ล้านบาท และอีก 351 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

 "สำหรับโครงการยางพารา 8 แสนไร่ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรในระยะยาว เพราะหลังจาก 7 ปีที่สามารถเปิดกรีดยางได้ เกษตรกรที่ปลูกยางพาราจำนวน 10 ไร่จะมีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2 แสนบาท/ปี ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ยังลดภาวะโลกร้อน ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติได้มอบหมายให้ สกย.ดำเนินการจัดทำโครงการขายคาร์บอนเครดิตอีกด้วย หากสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย"

 นายวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า การขยายพื้นที่ปลูกยางพารา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีเป้าหมายถึง 5 แสนไร่นั้นอาจจะมีผลกระทบต่อพืชอาหารบ้าง เพราะหากสินค้าเกษตรใดมีราคาดีเกษตรกรก็จะหันมาปลูก แต่การเปลี่ยนพื้นที่เกษตรอื่นเพื่อมาปลูกยางนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลาถึง 7 ปีจึงจะมีรายได้ ดังนั้นเกษตรกรที่จะปลูกยางนอกจากจะมีเงินทุนหมุนเวียนแล้วยังต้องมีความรู้ อย่างไรก็ตามเรื่องการพื้นที่ปลูกพืชพืชอาหาร อย่างเช่นข้าวนั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะกระทบ เพราะพื้นที่ปลูกยางกับพื้นที่ปลูกข้าวเป็นคนละส่วนกัน โดยยางไม่สามารถปลูกในที่ลุ่มหรือที่น้ำขังได้ ต้องปลูกในที่ดอนแต่ว่ามีความชื้นพอ ซึ่งต่างไปจากพื้นที่ปลูกข้าว

 เขายังกล่าวอีกว่า โครงการนี้เดิมทีได้เสนอ ครม.ว่ามีระยะดำเนินการ 3 ปี คือปี 2553-2555 แต่เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของกล้ายางขาดแคลน และราคาค่อนข้างสูงต้นละกว่า 30-40 บาท ขณะที่ราคากล้ายางที่รัฐจะสนับสนุนงบประมาณเพียงต้นละ 18 บาท ซึ่งรัฐคงไม่มีงบประมาณจัดซื้อ ดังนั้นจึงได้เสนอปรับแผนเหลือเพียง 2 ปี คือ 2554-2555
คือปลูกปีละ 4 แสนไร่

 ด้านนายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานคณะทำงานการมีส่วนร่วมการกระจายอำนาจและสนับสนุนเครือข่าย สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 8 แสนไร่จากเดิมที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมยางพารา 1 ล้านไร่จนอาจทำให้เกษตรกรกังวลในเรื่องของราคาที่อาจจะตกต่ำในอนาคตนั้น เขาบอกว่า ปัจจุบันความต้องการยางพาราโลกกำลังขยายตัวเนื่องจากประชากรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ยางพาราเป็นสินค้าที่ใช้กับผู้คน ทั้งยางรถยนต์ ถุงมือยาง เส้นด้ายยางยืด ยางรองพรม ที่นอนฟองน้ำ หรือทำถนน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความจำเป็นต่อผู้คน เพราะฉะนั้นถ้าประชากรเพิ่มขึ้น อุปสงค์มากกว่าอุปทานราคาก็คงไม่ลดลงมากนัก ส่วนพื้นที่ปลูกยางทั่วโลกร้อยละ 94 อยู่ในเอเชีย ส่วนอีกร้อยละ 4 อยู่ที่แอฟริกา อีกร้อยละ 2 อยู่ที่ละตินอเมริกา ไม่สามารถปลูกได้ทุกประเทศ จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายพื้นที่ปลูก
 
 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้ราคายางที่พุ่งกว่า 100 บาท/กก.อาจจะสูงเกินไป ทำให้อุตสาหกรรมปลายน้ำอาจจะรับไม่ไหว ซึ่งราคาที่เห็นเหมาะสมควรอยู่ที่ 80-100 บาท ซึ่งจะยังคงทำให้เกษตรกรมีกำไรเท่าตัว หรือหากในอนาคตสินค้าล้นตลาดและราคาตก เกษตรกรก็สามารถบริหารจัดการโดยงดกรีดยาง ทำให้ผลผลิตไม่เสีย ต่างจากข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วเกิดภาวะล้นตลาดราคาก็ตก

 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค สภาที่ปรึกษาศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในเรื่องพันธุ์ยางนั้นจะให้เกษตรกรดำเนินการจัดซื้อเองจากแปลงที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการการเกษตร แต่เนื่องจากขณะนี้กล้ายางมีราคาสูงถึงต้นละ 50 บาท แต่รัฐบาลสนับสนุนเพียงต้นละ 18 บาทเท่านั้น ซึ่งเกรงว่าจะไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงอยากจะเสนอให้เกษตรกรเลื่อนไปปลูกปีหน้าแทน ส่วนในอนาคตซึ่งเกรงว่าราคายางจะตกต่ำ ขณะนี้ได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง

 รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการปลูกยางพาราเฟส 3 จำนวน 8 แสนไร่ เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างความปรองดองท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่วงเป้าหมายพื้นที่ปลูกถึง 5 แสนไร่ ขณะที่ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ได้ออกมาระบุว่า การจะสร้างความสมานฉันท์อะไรก็แล้วแต่ ต้องให้เขามีความมั่นคงและมั่นใจในชีวิตของเขา สภาที่ปรึกษาฯ จึงได้ร่วมกับ สกย.และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและการสร้างความปรองดองในสังคมชนบท ผ่านโครงการปลูกยางพาราใหม่ระยะที่ 3