
ปุ๋ยนำเข้าค้างสต็อกเหลือกว่า1หมื่นตันเล็งขอ40ล.ชดเชย
กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยปุ๋ยนำเข้าค้างสต็อกกว่า 1.11 หมื่นตัน เร่งตรวจสอบคุณภาพ ระบุหากเสื่อมต้องทำลายทิ้ง พร้อมเล็งขอเงินชดเชยอีกราว 40 ล้านบาท
นายบุญโชว์ สมทรง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบการบริหารการจัดการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ วงเงิน 300 ล้านบาท เป็นเงินยืมปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้เกษตรกรกู้ยืมไปซื้อปุ๋ยในราคาถูกกว่าท้องตลาด ที่สูงเกินจริงในช่วงปีดังกล่าว โดยให้ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย (ชสท.) กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยไปดำเนินการ
ทั้งนี้ ชสท.ได้มีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจำนวน 2 หมื่นตัน และขายให้แก่สถาบันเกษตรกรในราคาตันละ 15,800 บาท ซึ่งถูกกว่าท้องตลาดมาก ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงนั้น เหลือตันละประมาณ 1.2 หมื่นบาท ส่งผลให้ ชสท.ขายปุ๋ยเคมีในโครงการได้น้อยลง โดยขายปุ๋ยได้ทั้งสิ้น 8,814.25 ตัน สามารถชำระเงินกู้คืนให้แก่กองทุนสงเคราะห์แล้วทั้งสิ้น 123,265,150 บาท ปัจจุบันยังมีปุ๋ยค้างสต็อก จำนวน 11,185.75 ตัน มูลค่า 176,734,850 บาท
นอกจากนี้ ปุ๋ยค้างสต็อกดังกล่าวนานกว่า 1 ปี ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และปุ๋ยอาจเกิดการแข็งตัวและเสื่อมคุณภาพได้ กรมจึงเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบปริมาณและคุณภาพปุ๋ยเคมี หากพบว่าปุ๋ยเสื่อมคุณภาพ จะเสนอให้ทำลายทิ้ง แต่หากยังมีคุณภาพดี จะเร่งให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พิจารณาการปรับลดราคาจำหน่ายปุ๋ยให้ต่ำลงกว่าราคาท้องตลาดประมาณ 1,000 บาท ตามที่ ชสท.เสนอ แล้วแจ้งให้สถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมาซื้อปุ๋ยเคมีราคาถูกไปใช้ ซึ่งกรมจะต้องขอชดเชยการขาดทุนให้แก่ ชสท. ประมาณ 40 ล้านบาท



