
ชมรมอนุรักษ์กรุงเก่าวอนรื้อสิ่งก่อสร้างหน้าศาลากลางเก่า
นักอนุรักษ์เมืองกรุงเก่าเตรียมทำหนังสือจี้ให้พ่อเมืองชี้แจงกรณีสร้างสถานีรถไฟเล็กนำเที่ยวโบราณสถานมองไม่เหมาะสม ขณะที่ ผ.อ.อุทยานประวัติศาสตร์ยืนยันแค่ศาลาหลบแดด พร้อมรื้อบางส่วนออก
เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 11 ก.ค.นายมงคล แสงจักษ์ ประธานชมรมอนุรักษ์และท่องเที่ยวลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดเผยว่าตนเตรียมที่จะทำหนังสือถึง นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้ชี้แจงกรณีการสร้างสิ่งปลูกสร้างหน้าศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารอยุธยา เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปหาข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้เข้าไปดูแลอาคารและให้บริการเรื่องข้อมูลข่าวสาร แต่ขณะนี้ปิดเพื่อทำการซ่อมแซมอาคาร โดยการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการลงเสาเข็มเพื่อสร้างสถานีรถไฟเล็กล้อยาง หรือรถรางล้อยางที่ให้นักท่องเที่ยวชมโบราณสถาน ซึ่งทราบว่าเป็นการสร้างเพื่อรองรับหลังจากการปรับปรุงบริเวณหลังวิหารพระมงคลบพิตร
โดยจะให้นักท่องเที่ยวมาขึ้นรถเพื่อไปบริเวณวิหารพระมงคลบพิตรและอุทยานประวัติศาสตร์ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวตนเห็นว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากบดบังทัศนียภาพความงดงามและความสำคัญของศาลากลางจังหวัด ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ก่อน สมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ซึ่งถือว่าเป็นโบราณสถานได้เหมือนกัน อีกทั้งบริเวณดังกล่าวยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญ และมีพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ประดิษฐานอยู่ มีนักถ่ายภาพมาถ่ายเป็นประจำ หากมีศาลาหรือสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา ก็จะทำให้บริเวณดังกล่าวเสียภูมิทัศน์ไป
ก่อนหน้านี้ตนได้แสดงความเห็นไปแล้ว และทราบว่านายวิทยาสั่งให้ระงับการก่อสร้างแล้ว และก็ทราบมาว่าทางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จะรื้อถอนบางส่วนซึ่งน่าจะต้องรื้อออกไปทั้งหมด เพื่อรักษาสภาพภูมิทัศน์ ซึ่งขณะนี้พบว่าหลังจากมีการสั่งระงับก็ไม่มีการรื้อถอน และยังมีการปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นที่จะต้องทำหนังสือแจ้งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป เรื่องนี้ตนอยากให้มองว่าขณะนี้จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปัญหาเรื่องการเข้าไปบุกรุกความเป็นมรดกโลกอยู่เป็นประจำ กรมศิลปากรเองก็พยายามดำเนินการแก้ปัญหา แต่เรื่องนี้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ทำเสียเอง ควรจะถามประชาชนก่อน
ด้านนายเมธาดล วิจักษ์ขณะ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า สิ่งที่กำลังปลูกสร้างอยู่นี้เป็นการสร้างศาลาที่พักนักท่องเที่ยเท่านั้น ไม่ใช่สถานีรถไฟเล็ก หรือสถานีรถไฟ คงจะมีการเข้าใจผิด เพราะสถานีรถไฟที่กำลังจะมีการสร้างใหม่อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟอยุธยาเดิม ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เข้าไปดูแล บริเวณที่ก่อสร้างขณะนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นเพียงศาลาที่พักนักท่องเที่ยวเท่านั้น เวลานักท่องเที่ยวมาเดินชมบริเวณศาลากลางหลังเก่าไม่มีที่พัก เลยสร้างศาลาขึ้นมาให้ แต่เมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยก็พร้อมที่จะรื้อบางส่วนออกไป แต่บางส่วนที่ไม่บดบังก็จะไม่รื้อ
ส่วนของการสร้างสถานีเพื่อจอดรถไฟเล็กล้อยงนั้น ก็ไม่ได้สร้างบริเวณนั้น แต่อาจจะอยู่ด้านข้างหรือด้านหลัง ที่เดียวกับที่จอดรถที่กำลังปรับปรุง สำหรับศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่านี้ ศาลากลางจังหวัดเดิมตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอกรุงเก่า สร้างเป็นตึก 3 ชั้น รูปร่างคล้ายตัวที ซึ่งได้ทำการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 สมัยหลวงบริหารชนบท ( ส่าน) เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนจากนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้น ซึ่งเป็นชาวอยุธยา ที่ตัวตึกด้านหน้าศาลากลางจังหวัด ได้ก่อสร้างพระบรมรูป วีรกษัตริย์ วีรสตรี ซึ่งได้ประกอบคุณานุประโยชน์ อย่างใหญ่หลวงแก่กรุงศรีอยุธยาและชาติไทย ในครั้งอดีตรวม 6 พระองค์ คือ
1) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระหัตถ์ซ้ายถือปราสาทสังข์ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1793 , 2) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระหัตถ์ทั้งสองถือประมวลกฎหมายผู้ทรงพระปรีชาสามารถในทางปกครอง , 3) สมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีซึ่งได้เสด็จออกไปสู้รบกับข้าศึก เมื่อ พ.ศ. 2093 และได้เสียสละพระชนม์ชีพ เพื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระราชสวามี , 4) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2033 - พ.ศ. 2148 ) พระหัตถ์ขวาถือ พระแสงของง้าว พระหัตถ์ซ้ายถือพระมาลา ผู้ทรงกอบกู้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเสียแก่พม่าครั้งแรกและได้สู้รบกับข้าศึกถึง 7 ครั้ง , 5) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199- พ.ศ. 2231) พระหัตถ์ทั้งสองถือพระราชสาสน์ ได้ทรงทำสัมพันธไมตรีกับ ต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และทรงนำเอาวัฒนธรรมทางตะวันตกมาเผยแพร่ไว้มาก ครั้งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในรัชสมัยของพระองค์ การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมาก
6) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2335) พระหัตถ์ทั้งสองถือดาบ ได้ทรงกอบกู้ความเป็นเอกราช ไว้ได้ในคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ. 2310 และย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่กรุงธนบุรี



