ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา - โสด 24 (IV)

เล่นหูเล่นตา - โสด 24 (IV)

12 ก.ค. 2553

“น่าจะชวนโยมคิ้มไปลองวิปัสสนาดูนะ” พระอาจารย์ผู้เมตตาท่านหนึ่งหันไปบอกกับเพื่อนอีกคนของฉัน

 ประหนึ่งพระมาโปรดวิญญาณบาป อาการเย็นวาบจากสันหลังแผ่ซ่านไปทั่วตัวเหมือนโดนสะบัดน้ำมนต์ใส่ …

 ฉันกลอกตาเบาๆ คล้ายกับผีจะเข้า คนข้างๆ คงคิดว่าฉันกำลังจะลงไปชักดิ้นชักงอ เปล่า! … มันแปลว่า “แต่ก็มิได้นำพา” ต่างหาก เสร็จกิจธุระทางบุญทางธรรม ฉันต้องลาพระอาจารย์ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ค่าที่ห่างไกลวัดวาและพระเจ้ามานาน

 “พี่ๆ จะลาพระต้องไหว้ยังไง” ฉันหันไปกระซิบถามพี่ข้างๆ

 “ยกมือขึ้นโบกไปมา แล้วพูดว่า … บ๊าย บายพระคุณเจ้า” พูดเสร็จนางก็หัวเราะคิกคัก อือ … แกล้งฉันเข้าไป นรกจะกินหัวเราทั้งคู่!

 “ล้อเล่น! … กราบแบมือ 3 ครั้งนั่นแหละ”

 ตั้งแต่เข้าวัย 30 ตอนปลายซึ่งก็ผ่านมาหลายเพลา ฉันจำได้ว่า “ความรัก” อันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ก็ได้สิ้นสุดลงในช่วงนั้นประหนึ่งว่าฉันถือศีลพรหมจรรย์ตั้งแต่นั้นมา ศีลอีกข้อที่รักษาไว้เยี่ยงอวัยวะคือ “ไม่ประพฤติผิดในกาม” นั่นมันทางปฏิบัติ ส่วนทางความคิดขอแยกไว้ต่างหากเพื่ออารมณ์ซาบซ่านในการปฏิบัติงานทั้งร้องเพลงและเขียนหนังสือ เห็นใจกันบ้างเถอะ เหล้าก็ไม่ค่อยกิน บุหรี่ก็ไม่สูบ บุรุษก็ยังเป็นข้อห้าม คงต้องวางไมค์แล้วไปบวชเป็นชีเสียจะดีกว่า…

 จำได้ว่าที่พึ่งสุดท้ายที่เคยใช้บริการ (อย่าเพิ่งเสียว) เมื่อครั้งยังทำใจมิได้คือ “หมอดู” พออาแปะที่ดูหมอให้ชุกซัว (ขึ้นสวรรค์) ไปโดยมิได้ร่ำลา ฉันก็เลิกดูไปโดยปริยาย อะไรที่เคยมีก็หนีไปหมด คิดดู …

 โรงเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ที่เคยร่ำเรียนมา ทุกวันนี้ถูกทุบทิ้งไปหมดแล้ว (เช็กดวงมาแล้ว หมอดูบอกว่า ไม่ใช่ดวงกาลกิณี กินผู้ชาย หรือกินบ้านกินเมือง) เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำในวัยเยาว์ ส่วนผัวเก่าถ้าไม่ล้มหายตายจากกันไปบ้างก็คงเปลี่ยนเมียใหม่มันร่ำไป … ดีๆ กันทั้งนั้น! … 
 
 เช่นนี้แล้วความทรงจำในอดีตของฉันจึงสึกกร่อนและผุพัง ทำให้กระบวนการทางความคิดของฉันดีดตัว ปรับตัว และเปลี่ยนแนว เพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตของคนอย่างฉัน มันเกิดการสร้างความเชื่อและแนวคิดใหม่โดยอ้างอิงจากสิ่งที่ผ่านมา อีกทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันและแรงต้านกับสิ่งแปลกปลอมที่มีเข้ามาเสมอ ทั้งหมดรวมกันภายใต้แนวคิดเดียวคือ …

 “อยู่กับความจริง … อยู่กับปัจจุบัน และอยู่อย่างมีความหวัง”

 ดังนั้นไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายใดๆ เกิดขึ้น มีสิ่งเดียวที่ฉันพึ่งได้คือ “ตัวเอง” (และเงิน) อาจจะต้องขอตัวช่วยเป็นความคิดเห็นจากคนรอบข้างที่ฉันรักและไว้ใจ แต่ท้ายที่สุดคนที่จะตัดสินใจและแก้ไขเรื่องต่างๆ ได้นั้น ก็ยังคงเป็น … ฉันนั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างหมอดู วัดวา และ ฉันคงต้องร้องว่า “เพราะว่าเราห่างไกลกันเหลือเกิน” ทั้งในยามปกติและวิกฤติ ส่วนเรื่องทำบุญทำทานนั้น ยังคงทำตามวาระโอกาส มิได้ทำเพื่อผลบุญที่จะตอบสนอง หรือทำเผื่อชาติหน้า แต่ทำเพราะสบายใจ ไม่คิดว่าชาติหน้าจะได้กลับมาเกิดเป็นคน (ถ้าไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ฉันก็รู้ได้ว่าทำอะไรไว้บ้าง!) หรืออาจจะต้องวกวน สับสน ดิ้นรน ทุรนทุรายอยู่กับเพื่อนพ้องในขุมนรกยกล้ออีกหลายซีซั่น ใครจะไปรู้ว่านรกสวรรค์มีจริงแค่ไหน เพราะคนตายก็ไม่เคยกลับมาเขียนหนังสือ หรือทำหนังให้คนมีชีวิตอยู่ได้รับรู้ความจริง เอาเป็นว่า

 “จงเชื่อ…ในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ” (ไม่เชื่ออะไรเลยก็เกินไปนะเพ่)

 ผิดกับคนรอบข้างฉันที่เอะอะอะไรก็มูเตรู ดูหมอกันราวกับว่า หมอดูคือคู่มือในการใช้ชีวิต เป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์พอๆ กับบีบี เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ อะไรทำนองนั้น จะใส่เสื้อสีอะไร จะจัดบ้านอย่างไร จะออกบ้านตอนไหน จะเอาผัวเมื่อไหร่ ตอนไหนมันนอกใจและเมื่อไหร่มันจะกลับมา …

 เฮ้อ! บางคนเป็นโรคจิต แต่ไปปรึกษาหมอดู ไม่ยอมพบจิตแพทย์ เพราะกลัวมีเรคคอร์ดประวัติการป่วย แถมยารักษาอาการทางจิตเภทก็แพงเม็ดละตั้ง 300 ซึ่งก็พอๆ กับค่าดูหมอแต่ละครั้งนั่นแหละ จะจิตตก จิตแตกก็จิตพอๆ กัน แต่คนละประเภทก็แค่นั้น ดูหมอแล้วก็ยังรับไม่ได้ ใจมันไม่สงบ ไม่นิ่ง ทำบุญทำทานหมดไปหลายแล้วก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น มันไม่เฉียบพลันทันใจเหมือนกินยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มันไม่ยอมเรอ ไม่ยอมตด ทั้งที่หมดไปหลายตังค์ทำไปหลายวัด

 อย่ากระนั้นเลย แพ็กของพร้อมชุดขาวไปวิปัสสนาทำจิตใจให้สงบกันเถอะ …เออ…ทำอะไรก็ทำ ขอให้มีอะไรทำ ดีกว่าอยู่เฉยๆ จะยิ่งประสาทแ_ก! ทั้งดูหมอ ทำบุญ เข้าวัดทำสมาธิ หรือพบจิตแพทย์ ล้วนแล้วแต่เป็น “การบำบัด” ที่มีวิธีรักษาและวิถีความเชื่อแตกต่างกันไป ใครใคร่ใช้วิธีไหนก็ใช้ไป …

 ของฉันแค่อาศัยบ่น ก่นด่า ให้เพื่อนสนิทฟังไม่นานฉันก็หาย แต่เพื่อนจะประสาทกินแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดว่างรับฟังก็ต้องชัตอัพระงับจิต หยุดคิดทบทวนไปเอง เวลาผ่านไปอารมณ์เย็นลง เหตุผลมันจะกลับมา (รึเปล่า?) ถ้ายังไงก็ยังแค้นไม่หาย แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้เพราะเพาเวอร์ไม่พอก็ขอให้สร้างสมบารมีและความเก่งกล้าต่อไป รอจังหวะดีๆ ค่อยคิดบัญชีดีมั้ย?

 แต่กว่าจะถึงเวลานั้น บางทีเราก็ลืมไปแล้วว่า … “โกรธมันเรื่องอะไร?” บางครั้งชีวิตคนเราก้าวขึ้นไปข้างหน้า พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนเราอาจจะมองเห็นศัตรูคู่แค้น (เก่า) ว่าไม่มีค่าพอที่จะแลกหรือเสียเวลาให้ด้วยซ้ำไป เพราะในการแก้แค้นก็ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริงหรอก (แค่คิด) แม้บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าตัวเองชนะ แต่ที่จริงแล้วเราก็แพ้ตัวเอง แพ้ที่ …ไม่อาจเอาชนะอารมณ์และทิฐิในตัวได้ แล้วมันจะไปได้อะไร

 ในเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ใจของเราเอง” ไม่ใช่ใจของคนอื่น เขียนเองจนเกือบเชื่อเองว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีความคิดดี ทั้งๆ ที่หลายครั้งฉันก็ไม่ใส่ใจอะไร นอกจาก … สะใจ! สะใจกับใครที่แพ้ภัยตัวเองโดยที่ฉันยังไม่ต้องลงมือทำอะไร 

 คนอย่างฉัน (หน้าแบบฉัน) จะไปทำอะไรใครได้ กัดไม่เข้าแต่เห่าดังมันร่ำไป แต่จะให้เลือกระหว่างสะใจกับสงสารตัวเอง คุณผู้อ่านก็คงจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

 ก็บอกแล้วไงว่า…ฉันไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่! (เสียงดีก็ไม่ได้แปลว่านิสัยดี … ชิมิ?)

เจนนิเฟอร์ คิ้ม