ไลฟ์สไตล์

ยุงดื้อยา...ร้อยเอ็ดครองแชมป์

ยุงดื้อยา...ร้อยเอ็ดครองแชมป์

12 ก.ค. 2553

นักวิจัยพบยุงกลายพันธุ์สร้างยีนดื้อยาในตัวเอง หวั่นยุง 2 ตัวผสมกันจะสร้างลูกหลานพันธุ์ใหม่ ยาฆ่าไม่ตาย อีสานเพียบร้อยเอ็ดพบยุงดื้อยาแล้ว 55% เชียงรายพุ่งสูงสุด 73% สธ.เผยปีนี้ไข้เลือดออกระบาดหนักสุดในรอบ 5 ปี

 หน้าฝนปีนี้โรคไข้เลือดออกจะระบาดหนักอีกครั้ง เปรียบเทียบกับปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว กรมควบคุมโรคเร่งรณรงค์ให้กำจัดยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก อย่างไรก็ตามนักวิจัยพบว่ายุงลายในประเทศไทยกำลังกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงเป็นยุงดื้อยา เนื่องจากสารเคมีที่ใช้กำจัดยุงมีการใช้ซ้ำๆ มานานกว่า 50 ปี ยุงลายรุ่นใหม่จึงพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงจนสารเคมีบางชนิดไม่สามารถทำอันตรายได้ ในภาคอีสานบางจังหวัดพบยุงลายมีอัตราการดื้อยาสูงเกินร้อยละ 50

 นพ.วิชัย สติมัย ผอ.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยรายงานวันที่ 29 มิถุนายน 2553 พบคนไทยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก 2.9 หมื่นราย เสียชีวิตแล้ว 32 ราย เปรียบเทียบกับปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อในช่วงเวลาเดียวกันเพียง 1.9 หมื่นราย เสียชีวิต 16 ราย สาเหตุเพราะปีที่แล้วยุงลายแพร่เชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์ 1 เป็นหลัก แต่ในปีนี้มีเชื้อเดงกี่สายพันธุ์อื่นด้วยคือ เดงกี่ 2, เดงกี่ 3 แถมยังพบเดงกี่ 4 ด้วยในบางพื้นที่แม้จะไม่มากนัก นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกปีนี้จะเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งปกติแล้วผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกจะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

 "ที่น่าแปลกใจ คือ ปีนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ตอนเป็นเด็กจะไม่เคยเป็นโรคไข้เลือดออก หรือร่างกายไม่เคยติดไวรัสเดงกี่มาก่อน ทำให้เจอเชื้อเดงกี่แล้วอาการรุนแรง ในประเทศไทยพบเชื้อไวรัสเดงกี่ 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี่ 1-4 บางคนเคยเจอเชื้อเดงกี่ 1 แต่พอโตขึ้นมาเจอเชื้อเดงกี่ 2 ร่างกายไม่คุ้นเคยก็เลยป่วยหนัก เปรียบคนไทยตอนนี้ก็เหมือนกับคนสิงคโปร์ที่ไม่ค่อยถูกยุงกัด พอถูกยุงที่มีเชื้อกัดนิดหน่อยก็ไม่มีภูมิต้านทานป่วยหนักทันที"

 นพ.วิชัย บอกด้วยว่า หากพิจารณาการระบาดของโรคไข้เลือดออกแล้ว จะพบการระบาดใหญ่ประมาณปีเว้นปี หรือ 2 ปีครั้ง แล้วแต่ว่าเชื้อสายพันธุ์ไหนจะมาแรง แต่อย่าลืมว่าคนที่ถูกยุงลายกัดประมาณ 90% จะไม่มีอาการอะไร เป็นเพียงตัวพาหะแพร่เชื้อเท่านั้น แต่จะมีคนที่ร่างกายอ่อนแออีก 10% ป่วยเป็นไข้หรือที่เรียกว่า "ไข้เดงกี่" (DF) ส่วนคนที่ป่วยหนักเป็นไข้เลือดออกนั้นมีเพียง 1% และที่ป่วยหนักมากๆ มีแค่ 0.1%

 พร้อมกันนี้ นพ.วิชัย ยอมรับว่า แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่ยารักษาโรคไข้เลือดออกยังไม่มี หมอต้องรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด หากใครป่วยหนักก็ต้องพาไปโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ถ้าเป็นหนักมากก็ต้องให้เลือด ส่วนใหญ่ถ้าผู้ป่วยกินน้ำหรือน้ำผลไม้เยอะๆ ก็จะช่วยได้มาก เพราะน้ำจะช่วยให้เลือดในร่างกายไม่ข้น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการหนัก เพราะร่างกายขาดน้ำจนทำให้เลือดข้น ไข้เลือดออก (DHF) ต่างจากไข้แดงกี่ คือ มีการรั่วของพลาสมาในเลือดเพราะเลือดข้นเกินไป ทำให้เลือดกระจายออกเป็นจุดเล็กๆ ตามลำตัวและใบหน้า บางคนก็เลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นเลือด ฯลฯ

 สำหรับรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออก เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ระบุว่า พบผู้ป่วยแล้ว 29,432 ราย อัตราเฉลี่ย 46 คนต่อแสนคน เปรียบเทียบกับปี 2552 อัตราผู้ป่วยมีเพียง 23 ต่อแสนคน และหากเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2549 ถือว่ามีอัตราผู้ป่วยสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยพบผู้ป่วยภาคใต้สูงที่สุดอัตราเฉลี่ย 89 ต่อแสนคน หากเรียงลำดับ 5 จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุดในประเทศไทย อันดับ 1 คือ จ.จันทบุรี 2.นราธิวาส 3.สงขลา 4.เลย และ 5.พัทลุง ช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรฎาคม-สิงหาคม กรมควบคุมโรคเร่งรณรงค์ให้กำจัดยุงลาย โดยเน้นไปที่โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน วัด สำหรับวิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ดีที่สุดก็คือการกำจัดแหล่งยุงลายตามแหล่งเพาะพันธุ์ต่างๆ

 อย่างไรก็ตาม การกำจัดยุงลายไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้จะมีการใช้สารเคมีร้ายแรงก็ตาม ล่าสุดงานวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ยุงลายในประเทศไทยเริ่มกลายพันธุ์แล้ว ทำให้สารเคมีหรือยาฉีดยุงกระป๋องไม่สามารถใช้ฆ่ายุงได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนในอดีต เนื่องจากยุงมีการพัฒนาร่างกายให้ดื้อยา หรือดื้อต่อสารเคมีที่ใช้ผสมในยาจุดกันยุง หรือยาฉีดยุงกระป๋องที่จำหน่ายทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มไพรีทรอยด์ที่เป็นสารเคมีประกอบสำคัญ

 ดร.อุรุญากร จันทร์แสง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยุงลาย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ทางสถาบันได้ทำงานวิจัยชื่อ "การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยุงพาหะนำโรคไข้เลือดออก ด้านความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงในพื้นที่ต่างๆ" อย่างต่อเนื่องมา 4  ปีแล้วตั้งแต่ปี 2549 ล่าสุดในเดือนกันยายนปี 2552 ได้สำรวจพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด คือ นครราชสีมา ขอนแก่น หนองคาย ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงและมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก

 ส่วนวิธีการวิจัยทีมงานจะเดินทางไปจังหวัดเป้าหมาย สุ่มเก็บตัวอย่างลูกน้ำยุงลายบ้านนำมาเพาะเลี้ยงจนเป็นตัวยุงลาย แล้วนำยุงลาย 50-300 ตัว จากบ้านเรือนในอำเภอต่างๆ มาสกัดดีเอ็นเอภายในห้องทดลอง จากนั้นจึงตรวจแยกเชื้อด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR Polymerase Chain Reaction) ว่าเป็นยุงที่ดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มไพรีทรอยด์หรือไม่ ซึ่งผลที่ออกมาจะแบ่งยุงออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มไม่ดื้อยา, กลุ่มดื้อยา และกลุ่มที่มียีนดื้อยา

 ผลวิจัยยุงลายจาก 5 จังหวัดข้างต้นพบว่า ร้อยเอ็ด หนองคาย และบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดที่มียุงลายดื้อยาในอัตราสูงใกล้เคียงกันคือ  55%, 53% และ 52% ตามลำดับ รองลงมาคือขอนแก่น 42% และอันดับ 5 คือ จ.นครราชสีมา ยังไม่ดื้อยามากนักคืออยู่ในอัตราที่ 26% ส่วนประชากรยุงลายกลุ่มที่มียีนดื้อยาแฝงอยู่ แต่ยังไม่แสดงลักษณะการดื้อออกมาพบว่า นครราชสีมามีอัตราสูงถึง 50% รองลงมาคือ ขอนแก่น 32% บุรีรัมย์ 24% หนองคาย 23% และร้อยเอ็ด 23% ผลสรุปพบว่ายุงลายทั้ง 5 จังหวัดมีอัตราการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มไพรีทรอยด์ค่อนข้างสูง ยกเว้น จ.นครราชสีมา นอกจากนี้ จากผลการศึกษายุงลายดื้อยาใน 4 ปีที่ผ่านมารวม 25 จังหวัดพบว่า จ.เชียงราย มีอัตราส่วนของยุงดื้อยาสูงที่สุดคือร้อยละ 73

 "ยุงดื้อยา หมายความว่า ยุงที่เจอสารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์พ่นเข้าใส่จะไม่เป็นไร ส่วนกลุ่มยุงที่มียีนดื้อยาจะเสียชีวิต แต่ยุงกลุ่มนี้ถ้าไปผสมพันธุ์กับยุงที่มียีนดื้อยาด้วยกัน ลูกของยุงทั้งสองตัวอาจจะกลายพันธุ์เป็นยุงดื้อยาได้ สาเหตุที่เลือกวิจัยกลุ่มดื้อยาสารไพรีทรอยด์ เพราะบริษัทผู้ผลิตยาฆ่ายุงส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์เป็นหลัก แต่อาจมีสารเคมีกลุ่มอื่นผสมบ้างแล้วแต่สูตร ร่างกายของยุงก็เหมือนกับคน มียุงที่แข็งแรงและยุงอ่อนแอ ถ้าใช้สารเคมีพ่นใส่ยุงที่อ่อนแอก็จะตายไป ส่วนยุงที่แข็งแรงจะทนและไม่ตายจนกลายพันธุ์เป็นยุงลายที่ดื้อยา ออกลูกออกหลานเป็นยุงลายที่ดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลง ตอนทำวิจัยมีการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากเจ้าของบ้านด้วย เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทำให้พบความเกี่ยวพันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างยุงดื้อยากับการใช้สารเคมีกำจัดแมลง หมายความว่า ถ้าบ้านไหนใช้ยาจุดกันยุงหรือยาฉีดยุงกระป๋องบ่อยๆ ยุงก็จะดื้อยามากขึ้น" ดร.อุรุญากร อธิบาย

 ผู้เชี่ยวชาญข้างต้น อธิบายเพิ่มเติมว่า ยุงทั่วโลกมีหลากหลายสายพันธุ์และเป็นพาหะนำโรคต่างกัน สำหรับประเทศไทยถือว่ายุงลายบ้านเป็นพาหะหลักแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออก ทำให้มีผู้ป่วยจากโรคนี้จำนวนมากในแต่ละปี งานวิจัยชิ้นนี้หากทำให้ครอบคลุมทั้งประเทศจะช่วยให้ใช้สารเคมีฆ่ายุงได้มีประสิทธิภาพ ลดงบประมาณจัดซื้อสารเคมีที่มากเกินความจำเป็นในพื้นที่ที่ยุงลายมีการดื้อยาแล้ว และหันไปใช้วิธีการกำจัดยุงลายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์หรือใช้ทรายกำจัดลูกน้ำแทนการใช้สารเคมีฆ่าแมลงแบบเดิม

 ผู้สื่อข่าวได้สำรวจส่วนผสมของยาฉีดยุงกระป๋องที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป พบว่า ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ เพอร์เมธริน (permethrin) ไซเบอร์เมธริน (cypermethrin) พราเลธริน (prallethrin) อิมมิโพธริน (imiprothrin) เอส-ไบโออเลธริน (S-bioallethrin) และ ดี-พีโนธริน (D-phenothrin) ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีในกลุ่มโพรีทรอยด์