
เรากำลังตีคนอื่นด้วย"ป้ายสันติภาพ"อยู่หรือไม่
ความขัดแย้งรุนแรงและศานติเริ่มต้นในใจของแต่ละคน น่าแปลกที่แม้ว่าผู้คนอยากอยู่อย่างศานติ ทว่าหลายชั่วคนมาแล้วการใฝ่หาศานติไม่ประสบผล กลายเป็นเราใฝ่หาความสงบศานติและความสุขด้วยความขัดแย้งรุนแรง นี่อาจจะเกิดขึ้นที่ระดับในบ้าน
กับคนใกล้ตัวเรา บางทีเรากลับจากงาน รู้สึกเหนื่อย ต้องการความสงบสุขบ้าง แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่บ้านกลายเป็นนรกแตกต่อหน้า แล้วเราก็เที่ยวไล่ตะคอกใส่คนอื่น ทำไมเราจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า
ดูสิ เราต้องการความสุขและอยู่อย่างสงบแต่กลับกลายเป็นว่าเราอารมณ์ขึ้นและทุกคนก็อารมณ์ขึ้นตามไปด้วย เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นที่บ้าน ที่ทำงาน และแม้แต่ยามอยู่บนถนนหนทาง แค่ขับๆ รถอยู่แล้วทันใดก็มีใครสักคันขับตัดหน้า แล้วยังไงต่อล่ะ เราไม่ชอบใจ เราหมุนกระจกลง แล้วโวยวายใส่ทันที
ความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อเราจิตใจหยาบกระด้าง เรามีใจเราหยาบกระด้างได้ง่ายมากเมื่อเราไม่สบายใจ บางครั้งก็แค่เล็กๆ น้อยๆ แล้วไปๆ มาๆ ก็หนักข้อเข้า กลายเป็นเรื่องใหญ่ อย่างความเกลียด กลัว และอคติต่างๆ นานา อันที่จริงก็น่าเศร้าที่ว่าเราทำหัวใจให้หยาบกระด้าง เพราะแค่จะคลายความคับข้องใจ คือเป็นอิสระจากความรู้สึกทุกข์ใจเท่านั้น
มีคนเคยให้บทกวีฉันโดยบรรทัดหนึ่งให้นิยามของศานติไว้อย่างน่าสนใจว่า “สร้างความอ่อนโยนให้กับสิ่งที่แข็งกระด้างตรงกลางใจ” ทั้งนี้ เราอาจจะพูดเรื่องยุติความขัดแย้งรุนแรง เราอาจจะเดินหน้าเพื่อยุติมัน และใช้อำนาจของเราควบคุมทุกอย่างเอาไว้ แต่กระนั้นความขัดแย้งรุนแรงไม่มีทางยุติได้ หากใจเรายังหยาบกระด้างต่อกัน
เมื่อหยาบกระด้าง ผลที่ได้คือปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่จะเปรียบเทียบก็กรณีที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว เช่น เมื่อมีบางสิ่งอาจเล็กน้อยแค่ยุงบิน คุณปัดป้องไม่ให้โดนกัด หากเป็นมากกว่ายุง หรือว่ายุงก็รำคาญเกินพอแล้ว แล้วเจ้าสิ่งนั้นมารบกวนคุณจนทำการงานอะไรไม่ได้ สิ่งที่คุณทำต่อมาคือ ปฏิกิริยาลูกโซ่ของความทุกข์เศร้า สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว กล่าวคือ ความคิดเราเริ่มคับข้องหมองหม่น แล้วก็กลายเป็นเชื้อปะทุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ความขัดแย้งรุนแรงอาจเป็นว่าคุณบี้เจ้ายุงตัวน้อยตายคามือ
ว่าไปแล้วก็ความขัดแย้งรุนแรงนี่แหละที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในที่ทำงาน บนถนน ระหว่างชาติ และในโลกของเรา
หลายครั้งเรามักบ่นเรื่องลัทธิความเชื่อพื้นฐานของคนอื่น แต่เมื่อใดที่เรามีใจหยาบกระด้าง อะไรเกิดขึ้นบ้าง เรารู้สึกไม่สบายใจและป้องกันตนเอง จากนั้นก็ปิดกั้นการรับรู้ แล้วสิ่งที่ตามมาคือ ปฏิกิริยาลูกโซ่ เราอ้างความถูกต้องในการฆ่ายุง ไม่ก็ด่าทอคนในรถอีกคัน หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่เอง เราได้กลายเป็นพวกที่ยึดกุมความเชื่อพื้นฐานไว้เช่นกัน ด้วยเราได้กลายเป็นผู้ที่สร้างความถูกต้องให้กับมุมมองส่วนตนของเราได้เสมอ
ยาร์วิส มาสเตอส์ นักโทษรอการประหาร เขียนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาจิตใจที่ฉันชอบมากเล่มหนึ่ง ชื่อว่า หาอิสรภาพ มีบทหนึ่งชื่อว่า "ใบหน้าของความโกรธ” ในนั้นเขาเล่าว่า ในห้องขังเขามีโทรทัศน์ เปิดทิ้งเอาไว้แต่ปิดเสียงไม่ฟัง เพราะว่าเขาใช้แสงจากโทรทัศน์นั้นสำหรับอ่านหนังสือ และบ่อยครั้งเมื่ออ่านไปสักพัก เขาจะตะโกนถามคนที่ห้องขังข้างล่างว่า ที่หน้าจอมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ครั้งแรก เสียงตะโกนกลับมา บอกว่า “ก็พวกนิยมความเหนือกว่าของคนขาวแหละ เขากำลังโวยวายบ่นเรื่องคนดำและยิว โทษว่าเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา” อีกครึ่งชั่วโมงเขาก็ตะโกนว่า “ตอนนี้มีอะไรบ้าง” เสียงตอบกลับมา “พวกกรีนพีซน่ะสิ ประท้วงว่าแม่น้ำมีพิษ ต้นไม้ถูกตัด สัตว์ป่าถูกทำร้าย และโลกกำลังถูกทำลาย” สักพักหนึ่งเขาก็ถามอีกครั้ง “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง” แล้วสักคนตอบกลับมา “ยาร์วิส พวกวุฒิสภากำลังอภิปรายกัน กล่าวโทษกันไปกันมา คนนั้นโทษคนโน้น พรรคนี้โทษอีกพรรคนึง ในขณะอภิปรายเรื่องปัญหาการเงินที่ประเทศประสบอยู่”
ยาร์วิสหัวเราะแล้วตะโกนกลับไป “เพื่อน ฉันเรียนรู้อะไรบางอย่างแล้วล่ะ บางคราวพวกเราก็อยู่ในคราบของพวกเหยียดสีผิว บางคราวก็ในคราบกรีนพีซ บางคราวก็ในคราบของพวกเสื้อนอกผูกไท แต่ทั้งหมด เผยใบหน้าของความโกรธเคืองอย่างเดียวกัน”
จำได้ว่า ครั้งหนึ่งฉันอ่านเรื่องของการเดินขบวนเพื่อสันติ เมื่อกลุ่มหนึ่งกลับจากการเดินขบวน พวกนิยมชมชอบสงครามก็ตัดขวางกลางขบวนแล้วล้อมเอาไว้ ทุกคนเริ่มหวีดร้องโกลาหลแล้วทุบตีกัน ฉันคิด “หยุดก่อน มีอะไรผิดพลาดไหมนี่ ตีคนอื่นด้วยป้ายสัญลักษณ์สันติภาพนี่นะ”
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณโกรธ กรุณาตรวจสอบว่าคุณตำหนิติเตียนคนอื่นด้วยอ้างว่าทำไปในนามของความถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบว่าใช้ความเชื่อพื้นฐานเพื่อสนับสนุนความเกลียดกลัวผู้ใดหรือไม่ หรือเพื่ออ้างว่าคนคนนั้นแย่จริงๆ หรือไม่ ไม่ว่าเขาจะเป็นนักการเมือง ผู้นำ หรือหัวหน้าบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ใจที่ยึดอยู่แต่กับความเชื่อพื้นฐานคือใจที่ใส่กรอบแข็ง เพราะเมื่อหัวใจปิดไม่รับรู้ จิตก็จะติดอยู่แค่ภาพที่เห็น แล้วก็จะพร้อมใจเกลียดกลัวคนอื่นแค่ด้วยผิวนอกที่เขาปรากฏ ไม่ก็แค่สิ่งที่เขาพูดและทำ
หากย้อนมองไปในประวัติศาสตร์ไม่ว่าที่ใดในโลกที่กลุ่มศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเชื้อชาติ หรือกลุ่มทางการเมืองฆ่าแกงกัน หรือในครอบครัวที่พยาบาทกันมานานหลายปี คุณก็จะพบว่า ไม่มีทางเลยที่ใครจะพบศานติสุขจนกว่าในหัวใจเขาจะลบส่วนที่แข็งกระด้างให้อ่อนละมุนลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมองภาพกว้างให้ได้เมื่อเราอ้างความถูกต้องและหลักการพื้นฐาน และเมื่อคุณคิดว่าความรุนแรงและอคติดูเข้าทีมีเหตุผล
ฉันฝึกปฏิบัติสิ่งที่ฉันพร่ำสอนอยู่เสมอ แม้อาจไม่ดีนักแต่ก็พยายามทำ มีอยู่คืนหนึ่ง ฉันรู้สึกไม่แยแสใคร ใจคับแคบ และตัดสินคนอื่นด้วยความเชื่อพื้นฐานของตนเอง แต่ฉันก็ยังจำคำกล่าวหนึ่งได้ว่า คุณไม่มีทางเกลียดคนอื่นได้หรอกหากว่าคุณตกอยู่ในที่นั่งเดียวกับเขาคนนั้น ตอนนั้นฉันโกรธคนคนหนึ่งเพราะเขามีมุมมองที่จำกัดและตายตัว ในขณะนั้นฉันคิดว่าตนเองตกอยู่ในที่นั่งเดียวกับเขา แล้วก็ตระหนักว่า “ตายล่ะ ฉันท่าจะของขึ้น สร้างความถูกต้องให้ตนเอง และปิดกั้นใจไม่รับรู้อย่างที่เขาเป็นเอาเลย เราต่างตกอยู่ในสภาพเดียวกันโดยแท้” และฉันก็เห็นว่า ถ้ายังมีมิจฉาคติเช่นนี้ เราสองคนก็จะไม่มีทางประสานกันได้ ซ้ำร้ายยังกลายเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน ภาพของคนสองคนที่ใจปิดกั้น และไม่แยแสผู้อื่น สักแต่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก และด่าทอใส่อีกฟาก ว่าไป ฉันได้เปลี่ยนตนเองเมื่อมองจากมุมมองของเขา และสามารถเห็นความดุเดือดและความงี่เง่าในใจฉันได้เหมือนกัน
หากคุณสามารถมองด้วยสายตาของนกลงมายังโลก ก็จะเห็นได้ว่าทุกความขัดแย้งนั้น คือเรื่องที่สองฟากสามารถอ้างความถูกต้องให้ตนเองได้เสมอ ดังนั้นทางแก้ต้องเริ่มจากที่หัวใจ ต้องสร้างความอ่อนละมุนให้ส่วนที่แข็งกระด้างในหัวจิตหัวใจก่อนเป็นอันดับแรก
ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้แปลเรื่องนี้จากหนังสือ "ฝึกใจให้ศานติในช่วงความขัดแย้งรุนแรง "(Practicing Peace in Times of War) โดย Pema Chodron ตอนที่แปลอยู่ในช่วงที่รัฐบาลเริ่มกระชับวงล้อม เขากล่าวว่า ช่วงนั้นถือเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยระหว่างที่ฟังเสียงระเบิดที่บ่อนไก่ ย้ายหนี และกลับมาดูซากปรักหักพัง ได้เรียนรู้ว่า ยังมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ทำให้ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงอีกมาก แต่ก็รู้สึกโล่งสบายในขณะนั้น เมื่อแปลเรื่องนี้จบลง จนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปเดือนกว่าแล้ว หากแผลใจของใครหลายๆ คนยังมีอยู่ ขอให้บทความนี้เป็นเพื่อนข้างๆ ใจ ว่ายังมีใครอีกคนที่รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน แม้ว่าเขาคนนั้นจะอยู่คนละซีกโลกก็ตามที



