
พอแล้วรวย -ลงทุนกับต้นไม้ ชนะการลงทุนทั้งปวง (3)
เมื่อคราวที่รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ในงานเปิดตัวโครงการต้นกล้าอาชีพ วันที่ 22 มีนาคม 2552 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี รัฐบาลประกาศให้การขับเคลื่อนธนาคารต้นไม้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติแห่งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเกษตรกร ปัญหาความยากจน แ
ในครานั้นรัฐบาลประกาศชื่นชมแนวคิดธนาคารต้นไม้ แสดงความเชื่อมั่นว่าธนาคารต้นไม้จะเป็นยุทธวิธีสำคัญในการแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อธนาคารต้นไม้อยู่ภายใต้การดูแลขับเคลื่อนของหัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ พงศา ชูแนม ผู้ “รู้จริง” เรื่องทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และกลไกการขับเคลื่อนเป็นการทำงานร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ในฐานะที่แนวคิด “ธนาคารต้นไม้” เป็นแนวคิดใหม่ เสมือนสาวน้อยที่รัฐบาลต้องตาต้องใจ รัฐบาลถึงกับประกาศ “หมั้น” พร้อมด้วยสัญญาใจที่จะมา “แต่ง” ในเร็ววัน ผลักดันให้แนวคิดนี้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
มาถึงวันนี้สาวน้อยที่ถูกหมั้นก็ยังคงรอเก้อ ชะเง้อคอยขันหมากอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ดูท่าว่าเจ้าบ่าวกำลังจะเปลี่ยนใจ จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ในสถาณการณ์ที่ธรรมชาติกำลัง “วิบัติ” ขนาดหนัก ภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤติที่แม้น้ำดื่มก็กำลังเป็นปัญหา ไม่มีใครปฏิเสธได้อีกว่า “ต้นไม้” นี่แหละคือคำตอบ
มาถึงวินาทีนี้อาจารย์ยักษ์ก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า การดำเนินการของรัฐบาลจะเข้าตำรา “เมื่อคิดได้ ก็สายไปทุกที” ดูจะเป็นวิบากกรรมของประเทศที่ผู้นำของประเทศเรามักจะ “ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง จึงพัฒนาไม่ได้” แถมยังติดตำราฝรั่ง ที่ภาคธุรกิจยังลงทุนเป็นพันๆ ล้าน ก่อตั้งหน่วยงานบีโอไอ สร้างกฎหมายให้สิทธิพิเศษเอาใจสารพัด ทั้งลดแลกแจกแถม งอนง้อให้เอกชนต่างชาติเข้ามาทำกำไร ยอมแลกกับทรัพยากรมหาศาลเพียงเพื่อจะได้ “เงินตรา” ที่ไม่รู้ว่า “คุ้มค่า” กับทรัพยากรที่เสียไปหรือเปล่า แต่กับชาวบ้านที่เรียกร้องจะตั้ง “บีโอไอ” ของตนเอง เป็นบีโอไอที่จะสร้างความมั่งคั่งของทรัพยากรชาติกลับคืนมา เพียงขอกำลังใจจากรัฐให้สนับสนุนดินปืนเพียงเล็กน้อย เพียงแค่นี้รัฐบาลก็ยัง “ลังเล” ยังไงเสียเสียงภาคเอกชนธุรกิจต่างชาติยังไงๆ ก็สำคัญกว่า เสียงดังกว่า หรือนี่คือ “จิตวิญญาณ” แท้จริงของรัฐบาล
อาจารย์ยักษ์ขอย้ำอีกทีว่า หากการแก้ไขภาคเกษตรของรัฐไม่ได้เริ่มต้นที่ให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ สร้างความ “มั่งคั่งยั่งยืน” ในที่ที่ของตนตามแนวคิดธนาคารต้นไม้บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ผลสุดท้ายเกษตรกรจะมีอยู่ มีกิน มีใช้ และมีต้นไม้เป็น “ทรัพย์” รัฐบาลจะลงเอยด้วยการแก้ปัญหาซ้ำซาก และหากรัฐบาลยังจะใช้วิธีการเดิมๆ หน่วยงานเดิมๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยก็คือ ชาวนาจะพากัน “เจ๊ง” ขายที่ทำกิน อพยพเข้ามาเป็นคนจนในเมือง หรือไม่ก็แปรสภาพเป็น ลูกจ้าง ในที่ดินของตนเอง ส่วนเศรษฐีในเมืองก็จะพากันไปซื้อที่ของเกษตรกรในต่างจังหวัด แต่ไม่ได้เป็นเกษตรกร เพราะทำเกษตรไม่เป็น
ผลสุดท้ายภาคเกษตรของชาติก็ “ล่มสลาย” ส่วนต่างชาติจะกรีธาทัพเข้ามายึดที่ประเทศไทย แปลงที่ดินมหึมาให้เป็น “แหล่งปลูกอาหาร” ป้อนสู่ประชากรของตนเอง ทิ้งให้คนไทยกลายเป็น “ลูกจ้าง” ที่ต้องซื้อทุกอย่าง อีกไม่นานพุทธวจนะของพระพุทธองค์ที่ว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” จะปรากฏเป็นสัจธรรมให้มนุษย์ได้ตระหนักในยามที่ผู้คนต้องแย่งชิงข้าวปลาอาหาร
ถึงตอนนั้นประเทศไทยที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเป็น “ครัวของโลก” ก็จะเป็นเพียงภาพในอดีต และผู้นำประเทศก็จะเสียใจที่ “เมื่อคิดได้ ก็สายไปทุกที”
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู "



