
กมธ.วุฒิสภาจี้กทช.ปรับราคาประมูล3จี
กมธ.วุฒิ จี้ กทช.ปรับราคาประมูล 3 จี จาก 1.28 หมื่นล้าน เป็น 3 หมื่นล้าน อ้างผลศึกษาทีดีอาร์ไอ ชี้ ชัดบ.ฮัลโหลฟันกำไรมหาศาล ตีกันตั้งบ.รับจ้างฮั้วประมูล ขู่เพิกเฉยยื่นปปช.จัดการ
(9ก.ค.) ที่รัฐสภา นายประสิทธิ์ โพธสุธน ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนามแห่งชาติ (กทช.) ทั้ง 7 คน ให้พิจารณาทบทวนร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 ่ GHz โดยที่คณะกรรมาธิการมีมติเป็นเอกฉันท์ขอให้กทช.ทบทวนการกำหนดราคาประมูลเริ่มต้นใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ใหม่เป็น 3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้แค่ 1.28 หมื่นล้านบาทในระยะเวลาอนุญาต 15 ปี
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นในกรณีดังกล่าวปรากฏว่าหน่วยงายและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องต้องกันให้กำหนดในราคาดังกล่าว เพราะการให้บริการในระบบ 2 จีในปัจจุบันมีส่วนแบ่งรายได้เมื่อครบอายุสัญญาประมาณ 2.5 แสนล้านบาท โดยที่บริษัทที่ได้สัมปทานต้องโอนทรัพย์สินที่ได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 1.5 แสนล้านบาทให้กับรัฐ ในขณะที่ผู้ที่ได้รับใบอนุญาต 3 จี ใช้เงินลงทุนต่อปีประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 3-4 ปีซึ่งรวมแล้วเงินลงทุนไม่เกิน 6 หมื่นล้านบาท ก็ครอบคลุมการให้บริการทั้งประเทศและทรัพย์สินที่ลงทุนไปก็ยังเป็นของผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ต้องโอนให้กับรัฐ
นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในระยะเวลา 15 ปี จำนวนประชากรย่อมเพิ่มขึ้นการใช้โทรศัพท์ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ได้รับอนุญาตได้รับรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ใช้โทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านเลขหมาย จึงเป็นโอกาสและดึงดูดให้นักลงทุนเข้าร่วมลงทุน นอกจากนี้ระบบ 3 จี นอกจากจะให้บริการด้านเสียงแล้วยังขายพ่วงผลิตภัณฑ์อื่นได้ด้วย ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น แต่ถึงจะมีผู้ใช้เท่าเดิมก็จะมีการใช้งานมากขึ้น บริษัทย่อมมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน ที่สำคัญพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนไทยแตกต่างจากทั่วโลก ที่จะใช้อยู่ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงความประหยัด
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้ประเมินราคาที่เหมาะสมสำหรับคลื่น 3 จีไว้สูงถึง 3.3 แสนล้านบาท หรือ 1.1 แสนล้านบาทต่อใบอนุญาต ดังนั้นการกำหนดราคาประมูลเริ่มต้นของกทช.เพียง 1.28 หมื่นล้านบาทจึงแตกต่างจากทีดีอาร์ไอมาก ซึ่งน่าวิตกกังวลของผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนที่สูญเสียไปจากการกำหนดราคาเริ่มต้นที่ต่ำอย่างไม่สมเหตุสมผลของกทช. การกำหนดราคาที่สูงหากไม่มีผู้ใดสู้ราคาก็สามารถลดราคาลงมาได้ โดยพิจารณาจากการวางหลักประกันการประมูลของบริษัท ซึ่งจะแสดงถึงความพร้อมที่จะสู้ราคา เพราะทุกบริษัทย่อมแสวงผลกำไร โดยไม่ยอมสู้ราคาที่สูงอยู่แล้ว จึงควรกำหนดราคาที่สูงกว่าต่ำเพื่อป้องกันการสมยอมหรือฮั้วประมูลราคากัน
นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากผลการศึกษาการกำหนดราคาใหม่ไม่กระทบต่อราคาบริการของประชาชน เพราะเทียบกับทั่วโลกแล้วเรายังมีราคาบริการที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันมีผู้ให้บริการระบบ 2 จี บางรายประกาศแล้วว่าจะสู้ราคาระบบ 3 จีไม่ว่าจะเป็นราคาสูงเท่าไหร่ แสดงว่าเขาย่อมรู้ว่ามีกำไร แล้วทำไมกทช.จึงกังวลว่าเขาจะแบกภาระต้นทุน ขณะเดียวกันเขายังไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ได้ลงทุนไป หากไม่ชนะการประมูล 3 จี ซึ่งคณะกรรมาธิการเชื่อว่าไม่มีผู้ใดยอมเสียโอกาศในการประมูลครั้งแรก เพราะไม่มีความแน่นอนว่าการประมูลครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้นการประมูลครั้งนี้ควรสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติสูงสุด
ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ตามที่กทช.เปลี่ยนแปลงราคาประมูลเริ่มต้นหลายครั้งตั้งแต่ 5.6 พันล้านบาท มาเป็น 1 หมื่นล้านและ 1.28 หมื่นล้านบาท จึงเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนแปลงราคามาเป็นราคาที่สูงสุดและขอให้ กทช.ชี้แจงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงราคาประมูลแต่ละครั้ง และขอให้ทบทวนเกี่ยวกับการกำหนดให้ผู้รับสัมปทานระบบ 3 จี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ 2 จี ดำเนินการจัดส่งคืนคลื่น 2 จี ให้บริษัททีโอทีจำกัด มหาชน หรือบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัดมหาชน จะเป็นการขัดต่อสัญญาร่วมการงานหรือไม่ เพราะเขาได้รับตามสัญญาสัมปทานอยู่แล้ว โดยคณะกรรมธิการเป็นห่วงว่าผู้บริโภคระบบ 2 จีจะได้รับผลกระทบ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่าไม่มีข้อกำหนดจำนวนใบอนุญาตน้อยกว่าจำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติขั้นแรก 1 ราย ( N-1 ) เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการแต่ละรายที่เข้ามาประมูลก่อนหลัง และยังไม่เป็นการส่งเสริมการประกอบการอย่างจริงจัง อาจเกิดบริษัทรับจ้างประมูลได้ อย่างไรก็ตาม กทช.มีอำนาจหน้าที่กำหนดทิศทางกิจการโทรคมนาคมของประเทศ การแสดงความคิดเห็นและกำหนดมาตรการใดควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมและการรับบริการของประชาชน ดังนั้นจึงขอให้พิจารณาทบทวนและแจ้งให้คณะกรรมาธิการภายใน 10 วัน แต่หาก กทช.ยังเพิกเฉย คณะกรรมิการจส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ดำเนินการต่อไป



