
เอาอย่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ"ห้วยสะแบก"
ไม่เฉพาะน้ำแล้งเท่านั้นที่เป็นปัญหาแก้ไม่ตก พอถึงฤดูน้ำหลากก็สร้างความเสียหายให้แก่ภาคเกษตรในเกือบทุกปีเช่นกัน เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง การบริหารจัดการน้ำโดยคนในชุมชนเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันและความเท่าเทียมกัน จึงเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เห็นเป็นรูปธรร
การที่กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นแนวทางบริหารจัดการน้ำภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างจิตสำนึกใช้น้ำอย่างมีแบบแผนรู้คุณค่าแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน ถือเป็นการเดินหน้ามาถูกทางเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ
จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่มีบริหารจัดน้ำได้ดี ทำอย่างเป็นระบบและกระจายทั่วถึงในทุกพื้นที่ อย่างเช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยสะแบก ซึ่งได้รับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยสะแบก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อยู่ในพื้นที่ ต.บุ่งค้า อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ 2549 มีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูก มีขนาดความจุประมาณ 26.80 ล้าน ลบ.ม สามารถช่วยพื้นที่เพาะปลูกได้ 12,672 ไร่
สรรเพชญ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานยโสธร สำนักชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน บอกว่าที่จริงในพื้นที่การดูแลของโครงการชลประทานยโสธรนั้น มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้น 2-3 กลุ่ม แต่กลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยสะแบก มีความโดดเด่นที่สุดจนได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งของประเทศ จากสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2553
ปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยสะแบกมีสมาชิกทั้งสิ้น 736 คน แบ่งเขตความรับผิดชอบด้านการส่งน้ำออกเป็น 13 เขต โดยจะมีตัวแทนประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน วางแผนทั้งการใช้ดินและน้ำชลประทานให้เหมาะกับสภาพภูมิศาสตร์และปริมาณน้ำในแต่ละฤดูกาล วางแผนการส่งน้ำในแต่ละรอบซึ่งจะพิจารณาจากปริมาณน้ำต้นทุนเป็นหลัก กำหนดวันเวลา เปิด ปิดประตูน้ำ จัดระบบพื้นที่รับน้ำให้มีการกระจายอย่างทั่วถึง ช่วยกันควบคุมดูแลให้การใช้น้ำของสมาชิกส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
การที่ให้เกษตรกรในพื้นที่รู้จักการจัดสรรน้ำ ดูแลแบ่งปันน้ำกันเองเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในเรื่องการใช้น้ำอย่างมีแบบแผน รู้คุณค่า ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจ ด้วยการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมา นับเป็นแนวทางแก้ปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ
"สุรัตน์ อัตตะ"



